กระแสโฮมช็อปปิ้งแรง “แกรมมี่” ได้จังหวะโดดร่วมวง


พลันที่ “แกรมมี่” ประกาศเดินหน้าทำกล่องรับสัญญาณดาวเทียมวันสกาย นอกจากจะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ราย อื่น ๆ ได้เข้ามารวมอยู่ในกล่องรับสัญญาณด้วยกัน
บริษัทลูกทั้งหลายก็ทยอยนำคอนเทนต์ที่มีในมือมาต่อยอดในรูปแบบรายการทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่องซีรี่ส์เกาหลี-ญี่ปุ่น “เจเคเอ็น” ช่องวัยรุ่นของจีทีเอชในชื่อ “เพลย์แชนแนล” รวมถึงน้องใหม่ล่าสุด “แม็กซี่ทีวี” รายการทีวีที่โฟกัสไลฟ์สไตล์ของผู้ชายอย่างรอบด้าน ไม่รวมรายการกีฬาที่แกรมมี่ทยอยซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำมาออนแอร์ในอนาคต และคอนเทนต์จากผู้ผลิตรายอื่น ๆ อีกมากมาย

ไหน ๆ จะเอาดีกับ “ทีวีดาวเทียม” แล้ว ยักษ์สื่อบันเทิงรายนี้ก็ขอเดินหน้าเต็มสูบ ล่าสุดแกรมมี่ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ได้ร่วมทุนกับบริษัท CJ O Shopping Co., Ltd. จากเกาหลี ในสัดส่วน 51% จัดตั้ง บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,400,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 540 ล้านบาท โดย แกรมมี่ถือหุ้นในสัดส่วน 51% เพื่อธุรกิจโฮมช็อปปิ้งจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและระบบคอลเซ็นเตอร์

นับเป็นช่องทางเพิ่มรายได้อีกทางที่ดูเป็นกอบเป็นกำ ควบคู่ไปกับการขายโฆษณาในรายการทีวี การขายกล่องรับสัญญาณ และการเก็บค่าชมรายการ

เช่นเดียวกับ “ทรู วิชั่นส์” ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเปิดตัวรายการโฮมช็อปปิ้ง “ทรู ซีเล็คท์” โดยร่วมมือกับบริษัท โฮมช็อปปิ้ง “จีเอสช็อป” สัญชาติเกาหลี จำหน่ายสินค้า 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ แฟชั่น อุปกรณ์ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มบริการอื่น ๆ อาทิ ประกันชีวิต แพ็กเกจทัวร์ ด้วยทุนจดทะเบียน 240 ล้านบาท

ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 800 ล้านบาท และหวังจะขึ้นเป็นผู้นำในตลาดโฮมช็อปปิ้งเมืองไทยภายในเวลา 2-3 ปี

“ธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริ” กรรมการผู้จัดการ ทรู วิชั่นส์ บอกว่า ธุรกิจโฮมช็อปปิ้งมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยมีปัจจัยจากช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของทรู วิชั่นส์ที่มีอยู่กว่า 2 ล้าน ครัวเรือน ประกอบกับการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างเดอะมอลล์ และเซเว่นอีเลฟเว่น

“นอกจากนี้ ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนหันมาช็อปปิ้งผ่านสื่อทีวีมากขึ้นก็เป็นได้ เรามองเป็นทางเลือกและช่องทางธุรกิจที่ลดต้นทุนประกอบการได้ และเปิดโอกาสให้สินค้าของเอสเอ็มอีได้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าได้ด้วย”

ว่ากันว่าปัจจุบันตลาดโฮมช็อปปิ้งซึ่งครอบคลุมทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต มีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และที่ผ่านมามีการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100% สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ราย ซึ่งมีช่องสัญญาณของตัวเองจะให้ความสนใจกับธุรกิจนี้ เนื่องจากใช้เงินลงทุนต่ำกว่าในรายที่ไม่มีช่องของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าตลาดโฮมช็อปปิ้งตอนนี้มีเจ้าตลาดหลัก ๆ อย่าง “ทีวี ไดเร็ค” ซึ่งปีที่แล้วทำยอดขายได้ 1,400 ล้านบาท จากช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นทางทีวีซึ่งมีทั้งในช่องฟรีทีวี เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม รวมถึงระบบคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์

ที่สำคัญยังมีหน้าร้านอย่างไดเร็คทูยู กับเวลเนส เป็นโชว์รูมจำหน่ายสินค้าเสริมเข้ามาด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีวีไดเร็คยังเพิ่งตัวสินค้าเฮาส์แบรนด์ของตนเอง 2 แบรนด์ ใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ส่วนตัว และสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งจ้างจีนเป็นผู้ผลิตเพื่อลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ควบคู่กับการบุกเปิดช็อปในประเทศเพื่อนบ้านคือ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซีย รับกับการเปิดประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น

ไม่นับอีกรายใหญ่อย่าง “สหกรุ๊ป โฮมช็อปปิ้ง” ช่องโฮมช็อปปิ้งของสหพัฒน์ฯ ซึ่งถือหุ้นร่วมกับบริษัทญี่ปุ่น “มิตซุย”

เสริมทัพเรื่องช่องทางจำหน่ายเช่นเดียวกับร้าน 108 ช็อป

ทั้งหน้าใหม่ที่ก้าวมาชิมลางมากขึ้น จากนี้ไปเห็นทีตลาดโฮมช็อปปิ้งจะส่อแววรุ่งสุด ๆ และดีกรีแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 18 พฤศจิกายน 2554