เอ็มบีเคชิงประมูลที่จุฬาฯธ.ค. ทุ่มพันล้านเปิดเดอะไนน์เฟส2


กลุ่ม “เอ็มบีเค” เตรียมยื่นซองชิงประมูลที่ดินจุฬาฯ สามย่าน ดีเดย์ธันวาคมนี้ มั่นใจความพร้อมทีมงาน-เงินทุน เล็งขึ้นบิ๊กโปรเจ็กต์ตามคอนเซ็ปต์กำหนด พร้อมเดินหน้าลงทุน 2,000 ล้านบาทต่อปี ทั้ง 6 กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง งบฯ 1,000 ล้าน เปิดเฟส 2 เดอะไนน์ หลังซื้อที่ดินเพิ่ม 9 ไร่รับดีมานด์ล้น

นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทสนใจเข้าร่วมประมูลที่ดินตลาดสามย่านของสำนักทรัพย์สินจุฬาฯ เนื้อที่ 13 ไร่ ที่จะเปิดให้ยื่นซองประมูลในเดือนธันวาคมนี้ โดยจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ซึ่งบริษัทมีความพร้อมทั้งในแง่ทีมงานและเงินทุน นอกจากนี้การลงทุนและขยายธุรกิจในส่วนของเอ็มบีเคจะยังคงเดินหน้าต่อเนื่องควบคู่กันไป ซึ่งบริษัทตั้งงบฯการลงทุนใหม่ ๆ ในแต่ละปีไว้เฉลี่ย 2,000 ล้านบาท

โดยจะครอบคลุมในทั้ง 6 กลุ่มธุรกิจคือ ศูนย์การค้า ข้าวสาร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ การเงิน และสนามกอล์ฟ ซึ่งปีที่แล้วสามารถปิดรายได้ทั้งกลุ่ม 8,300 ล้านบาท และหลังจากนี้บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นจาก 5% ในปัจจุบันจะเพิ่มขึ้น 10% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมบนถนนรัชดาภิเษกจำนวน 400 ยูนิต ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างต้นปีหน้าด้วยมูลค่าการลงทุน 1 พันล้านบาท เช่นเดียวกับการมองการลงทุนในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อกิจการโรงแรมเพิ่มในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างกระบี่และภูเก็ต

นอกจากนี้ การตอบรับของดีมานด์โครงการคอมมิวนิตี้มอลล์เดอะไนน์ พระราม 9 หลังจากได้เปิดตัวโครงการไปช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น บริษัทเตรียมที่จะเปิดการลงทุนในเฟส 2 ต่อในปีหน้าด้วยการซื้อที่ดินเพิ่มอีก 9 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจะพัฒนาในลักษณะใดเพื่อเข้ามาเสริม นอกจากส่วนที่เป็นพื้นที่รีเทลที่มีร้านอาหารและศูนย์บริการหลายรายรอพื้นที่ และคาดว่า จะเริ่มลงทุนได้กลางปีหน้าด้วยมูลค่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หัวเรือใหญ่เอ็มบีเคชี้ว่า หลังจากได้ทดลองเปิดร้านค้าบางส่วนที่พร้อมตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การตอบรับของกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นสอดรับกับศักยภาพและกำลังซื้อของกลุ่มทาร์เก็ตย่านนี้ล้วนสอดรับกับรูปแบบสินค้าและบริการกว่า 100 ร้านค้าของศูนย์ โดยเฉพาะร้านอาหารที่มีจำนวนมากและหลากหลาย รวมถึงการสร้างความแตกต่างด้วยการเปิดโซนให้บริการ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องเดินทางกลับประเทศ

ควบคู่กับกลุ่มทาร์เก็ตหลักซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ในรัศมี 3-5 ก.ม. ที่มีประชากรอาศัยกว่า 6 แสนคน ไม่เพียงชุมชนเดิมที่มีกำลังซื้อสูงในย่านนี้อยู่แล้วนั้น ยังเกิดการขยายตัวของโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูงเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ 3 แห่งที่อยู่ใกล้คือ เอแบค รามคำแหง และเกษมบัณฑิต โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษา คนทำงาน รวมถึงครอบครัวที่มีรายได้ระดับซีถึงเอ ซึ่งเดอะไนน์ได้แก้โจทย์ที่คอมมิวนิตี้มอลล์มักไม่มีลูกค้าในช่วงกลางวันในวันธรรมดาด้วยการเพิ่มอาหารที่เป็นสำนักงานให้เช่า โดยธนาคารธนชาตได้เข้ามาเช่าเต็มพื้นที่ด้วยพนักงาน 2,000 คน และคาดว่าในแต่ละวันจะมีคนเข้ามาติดต่ออีก 1,000 คน ส่วนในช่วงเย็นและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์คาดว่าจะมีทราฟฟิกถึง 12,000 คน และยอดจับจ่ายต่อคนเฉลี่ย 1,600 บาท