“คลีนิกข์”พลิกเกมขยายลูกค้าใหม่ ทุ่มเปิดสแตนด์อะโลน-ลุยร.พ.ปรับแบรนด์อิมเมจ


เครื่องสำอางแข่งเดือด “คลีนิกข์” ประกาศลุยรอบด้าน มัดใจลูกค้าเก่า-ใหม่ เปิดเกมเจาะตลาดบลูโอเชี่ยน ยุคสแตนด์อะโลนแห่งแรกที่พาราไดซ์พาร์ค เติมเต็มช่องว่าง พร้อมขยายเคาน์เตอร์ในโรงพยาบาล หวังย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ เร่งอัดกลยุทธ์การตลาด 360 องศา เตรียมระบบลุยสื่อดิจิทัลเต็มสูบ ควบคู่รักษาฐานลูกค้าเก่าด้วยซีอาร์เอ็มเจาะรายกลุ่ม

จากภาพรวมธุรกิจเครื่องสำอางเคาน์เตอร์ที่ค่อนข้างทรงตัว ประกอบกับเครื่องสำอางเคาน์เตอร์น้องใหม่ดาหน้าเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลให้เครื่องสำอางรายใหญ่ ๆ ต้องปรับตัวและคิดนอกกรอบมากขึ้น เพื่อให้ท่วงทันกับการแข่งขันที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นวิธีปรับภาพลักษณ์เคาน์เตอร์เพิ่มความเป็นกันเองกับลูกค้า การใช้สื่อดิจิทัล เพื่อสร้างโซเชียลเน็ตเวิร์ก และต่อยอดไปถึงการทำอีคอมเมิร์ซ แต่ยังมีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่กล้าเปิดตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากรูปแบบเคาน์เตอร์

เจาะบลูโอเชี่ยน

นางสาวนันทวัลย์ เหล่าสินชัยผู้จัดการทั่วไป ผลิตภัณฑ์คลีนิกข์ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการทดลองสินค้าด้วยตนเอง และเติมเต็มช่องว่างในตลาดด้วยสาขารูปแบบใหม่ ๆ บริษัทได้เปิดสาขาสแตนด์อะโลนแห่งแรกในไทย ที่พาราไดซ์พาร์ค บนพื้นที่ 70 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์เซอร์วิส แอส ยู ไลก์ อิต (Service as you like it) ควบคู่กับการเพิ่มเคาน์เตอร์ใหม่ ๆ อาทิ ที่เซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเซน ในพื้นที่ 50 ตารางเมตร

นางสาวนันทวัลย์กล่าวอีกว่า เพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจ คลีนิกข์จึงต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์หน้าร้านที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับสาขาใหญ่ ๆ อย่างสยามพารากอน หรือเซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งตอนนี้ได้ปรับเคาน์เตอร์เป็นรูปแบบใหม่ ทั้งยังปรับบรรยากาศแต่ละสาขาให้เหมาะกับความต้องการลูกค้าแต่ละพื้นที่ อาทิ เซ็นทรัล ลาดพร้าว จะมีการจัดตะกร้าให้ลูกค้าเดินเลือกสินค้าเอง ขณะที่บางสาขาจะมีโซฟาและสตูดิโอ สำหรับลูกค้าที่ต้องการบริการอย่างห้องนวด และภายใน 3-5 ปี มีแผนรีโนเวตเคาน์เตอร์ที่มีอยู่ 50 สาขา ให้เป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้คลีนิกข์ยังมีแผนขยายสาขาขนาด 40 ตารางเมตร ในเมดิคอลเซ็นเตอร์ คอมมิวนิตี้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ในอีก 2 เดือนข้างหน้า จากเมื่อปีที่แล้วทดลองเปิดสาขาในโรงพยาบาลสมิติเวชเป็นครั้งแรกแล้วได้ผลตอบรับดีในแง่ของการตอกย้ำโพซิชันนิ่งแบรนด์

“ในห้างมีคู่แข่งมากและแต่ละแบรนด์ก็มีโปรแกรมส่งเสริมการขายที่ค่อนข้างหนัก การขยายสาขาในคอมมิวนิตี้มอลล์ของโรงพยาบาลถือเป็นบลูโอเชี่ยนซึ่งยังไม่มีเครื่องสำอางเคาน์เตอร์ทำมากนัก มีเพียงผลิตภัณฑ์กลุ่มแมสทีจ อาทิ ยูเซอรินและวิชชี่ นอร์มาเดิร์ม ซึ่งเป็น กลุ่มเวชสำอางมีไลน์สินค้าจำกัด ขณะที่คลีนิกข์มีสินค้าครอบคลุมทั้งสกินแคร์และเมกอัพ และมีโพซิชั่นแตกต่างกัน โดยเป้าหมายการเปิดสาขาตามโรงพยาบาลเพื่อย้ำภาพลักษณ์แบรนด์เครื่องสำอางที่เกิดจากสถาบันผิว และ เน้นเรื่องการบริการมากกว่ายอดขาย”

เดินหน้าทำตลาด 360 องศา

นางสาวนันทวัลย์ยังกล่าวถึงการแข่งขันช่วงปลายปีว่า ดีกรีการแข่งขันของเครื่องสำอางเคาน์เตอร์จะรุนแรงไม่แพ้ปีก่อน ๆ เนื่องจากมีห้างเปิดใหม่มาก โดยเฉพาะห้างโรบินสันในต่างจังหวัด และเครื่องสำอางหลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้โฆษณาทางทีวีมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ช่องว่างระหว่างเครื่องสำอางเพรสทีจกับแมสทีจเริ่มน้อยลง

“ทีวีเป็นสื่อสำคัญสำหรับการทำตลาดในประเทศไทย แต่แบรนด์เครื่องสำอางที่จะก้าวมาทำสื่อในทีวีได้ต้องมีงบฯสูงระดับหนึ่ง และต้องบริหารจัดการงบฯกับสื่ออื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี สำหรับสื่อแต่ละประเภทก็ตอบโจทย์การสื่อสารต่างกัน อย่างทีวีจะได้ผลในแง่การรับรู้ คลีนิกข์เองก็เหมาะกับการสื่อสารทางทีวี เพราะราคาเข้าถึงง่าย จับกลุ่มลูกค้าระดับเอถึงบี ซึ่งที่ผ่านมาคลีนิกข์ทำการตลาดแบบ 360 องศา กับผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย และใช้ทีวีเป็นส่วนหนึ่งจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มแมสมีการรับรู้แบรนด์สูงขึ้น ขณะที่สื่อดิจิทัลมีผลในแง่การสื่อสารอินเตอร์แอ็กทีฟกับลูกค้าแบบเรียลไทม์ ทั้งยังสามารถจัดกิจกรรมเพื่อดึงลูกค้าเข้ามาในเคาน์เตอร์มากขึ้น”

ซีอาร์เอ็มเจาะลูกค้าแยกกลุ่ม

ผู้จัดการทั่วไปคลีนิกข์กล่าวต่อไปว่า สำหรับฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่กว่าแสนราย ซึ่งแต่ละปีฐานลูกค้ากลุ่มนี้มีการซื้อ แอ็กทีฟ 60% จากนี้ไปจะลุยกลยุทธ์ซีอาร์เอ็มมากขึ้น ในลักษณะการเลือกลูกค้าให้เหมาะสมกับแต่ละแคมเปญ และเตรียมขับเคลื่อนเรื่องดิจิทัลเพื่อรับกับระบบ 3G ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต

“ปีนี้ถือเป็นปีที่คลีนิกข์มีการลงทุนครอบคลุมทุกส่วน ทั้งเรื่องสาขาและ ระบบซีอาร์เอ็ม ภายใน 2 ปี คลีนิกข์มีแผนรุกตลาดอีคอมเมิร์ซ ตอบสนองลูกค้าที่ไม่สะดวกเข้าเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง หรืออยากหาข้อมูลสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ปัจจุบันเครื่องสำอางคลีนิกข์ในเอเชียที่มีระบบอีคอมเมิร์ซแล้ว ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี”

พร้อมกันนี้ได้ขยายการสื่อสารทาง โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก เพื่อให้เป็นที่รวมของคนรักความสวยความงาม เสริมทัพกับเว็บไซต์ http://www.clinique. co.th ที่เปิดมานาน 10 ปีแล้ว และปัจจุบันมีฐานข้อมูลสมาชิก 30,000 ราย

นางสาวนันทวัลย์กล่าวตอนท้ายว่า ปีที่ผ่านมาคลีนิกข์มีการเติบโตดีมาก ปัจจัยจากสินค้าที่แข็งแกร่งหลายตัว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้ง ที่เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลให้ภาพรวม แบรนด์มีการเติบโตเกิน 10% และสามารถเพิ่มลูกค้าใหม่เป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน มูลค่าตลาดเครื่องสำอางเคาน์เตอร์อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท และจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากปีที่แล้ว คาดว่าตลาดรวมจะมีการเติบโต 7-8% จากที่ไม่มีการเติบโตในปีที่แล้ว