“กาแฟคั่วบด”เปิดเกมรบทุกสมรภูมิ กลุ่มบนส่ง”ไฟติ้ง”สู้ -น้องใหม่ท้าชน”สตาร์บัคส์”


ร้านกาแฟแข่งเดือดทุกตลาด แบรนด์เล็ก-ใหญ่รุกเต็มที่หลังเห็นโอกาสมหาศาล ค่ายพรีเมียมปรับแผนแห่เปิด “ไฟติ้งแบรนด์” เพิ่มฐานลูกค้าระดับกลางแก้โจทย์โลเกชั่นหายาก แบล็คแคนยอนส่ง “ออล อิน วัน” บุกบีทีเอส-สำนักงาน ด้านดิโอโร่ผุด “เฟิร์สคัพ คอฟฟี่” ส่วน อโรม่า ชะลอสาขา “ไนน์ตี้โฟร์” เบนเข็มลุยชาวดอยเต็มสูบ ปตท.บุก “อเมซอน” เต็มสูบขยับออกนอกปั๊ม พร้อมปรับสู่พรีเมี่ยมขยายลูกค้ากลุ่มบน

ตลาดร้านกาแฟเมืองไทยแม้จะมีแบรนด์จำนวนมากเข้ามาเปิดให้บริหาร แต่กระแสความนิยมของผู้บริโภคก็ยังคงแรงต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคหน้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างรุนแรง ไม่เพียงแค่เซ็กเมนต์ใดเซ็กเมนต์หนึ่ง แต่ได้ขยายไปในทุก ๆ ตลาดกาแฟคั่วบดตั้งแต่บน-ล่าง แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นทุกวันนี้ก็ยังคงมีผู้เล่นหน้าใหม่พยายามหาช่องว่างที่จะเจาะเข้ามาในตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้สมรภูมิร้านกาแฟวันนี้มีสีสันและน่าสนใจอย่างยิ่ง

แบรนด์ดังแห่ผุดไฟติ้งแบรนด์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวในตลาดร้านกาแฟคั่วบดระดับบนในไทย หลายค่ายได้เปิดตัว “ไฟติ้ง แบรนด์” เข้ามาสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นค่ายอโรม่า กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ “ไนน์ตี้โฟร์ คอฟฟี่” ที่เจาะกลุ่มระดับบน ในช่วง 1-2 ปีหลังมานี้ก็หันมาโฟกัสที่ตลาดร้านกาแฟระดับกลางกับแบรนด์ “ชาวดอย” เช่นเดียวกับร้านแบล็คแคนยอน ที่เปิดตัวร้านกาแฟ “ออล อิน วัน” ในรูปแบบ คีออสก์ขนาดเล็กที่เปิดให้บริการเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา บนบีทีเอสและสำนักงานเพื่อง่ายต่อการขยายสาขา เช่นเดียวกับค่ายวีพีพี โปรเกรสซิฟ เจ้าของแบรนด์ร้านกาแฟ “ดิโอโร่” ที่ล่าสุดได้เปิดตัวร้านกาแฟระดับกลาง “เฟิร์สคัพ คอฟฟี่” (First Cup Coffee) ซึ่งเน้นเปิดตามอาคาร ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงสถานีบริการน้ำมัน สถานการศึกษา ฯลฯ

ชาวดอยเพิ่มอีก 100 สาขาสิ้นปี

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นายพริษฐ์ อนุกูลธนาการ ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ในเครืออโรม่า กรุ๊ป ผู้บริหารร้านกาแฟไนน์ตี้โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันตลาดร้านกาแฟคั่วบดมี 2 ระดับ คือระดับกลางและระดับบน ซึ่งในแง่รสชาติและวัตถุดิบที่ใช้จะแตกต่างกันตามราคาของสินค้า โดยระดับ B-C มีราคาอยู่ที่ 35-50 บาท ส่วนระดับ A อยู่ที่ 70 บาทขึ้นไป ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคจะแตกต่างกัน ที่ผ่านมาร้านกาแฟกลุ่ม B-C จะขยายตัวได้ง่ายกว่า เพราะไม่มีข้อจำกัดด้านโลเกชั่น บวกกับฐานลูกค้าที่กว้างกว่าระดับบน ทำให้บรรดาพรีเมี่ยมแบรนด์เบนเข็มมาสู่ตลาดนี้กันมากขึ้น

ในส่วนของแบรนด์ “ชาวดอย” ปัจจุบันมี 255 สาขา คาดว่าสิ้นปีจะมี 355 สาขา ถือเป็นกลยุทธ์หลักในการเติบโตของบริษัท และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับร้านกาแฟระดับบนแบรนด์อื่น ๆ ที่เห็นโอกาสในตลาดนี้ โดยส่ง “ไฟติ้งแบรนด์” เข้ามาชิงฐานลูกค้าปัจจุบันถือว่าตลาดมีการแข่งขันรุนแรง แต่ด้วยความง่ายในการเปิดสาขาทำให้ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมหาศาล

แบรนด์เกาหลีท้าชน “สตาร์บัคส์”

แม้การเติบโตจะไม่หวือหวาเทียบกับระดับกลาง แต่ล่าสุดแบรนด์ร้านกาแฟอันดับ 1 ในเกาหลี “ทัม เอ็น ทัมส์ คอฟฟี่” (Tom N Toms Coffee) ก็ประกาศเดินหน้าขยายสาขาในไทยอย่างเต็มที่

นายคิม โด คยุน ประธานและผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ “ทัม เอ็น ทัมส์ คอฟฟี่” (Tom N Toms Coffee) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนรุกตลาดในไทยอย่างเต็มที่ หลังจากเปิดสาขาแรกเมื่อปลายปีที่แล้วที่ “เควิลเลจ” และปีนี้เปิดอีก 1 สาขาที่แพลทินัม ประตูน้ำ จนถึงสิ้นปีนี้จะเปิดอีก 3 สาขา ขณะที่ปีหน้าจะเพิ่มอีก 15 สาขา และภายในปี 2556 ตั้งเป้าจะมีสาขาในไทยไม่ต่ำกว่า 50 สาขา กลยุทธ์หลักคือการเปิดแฟรนไชส์ ซึ่งจะทำให้การเปิดสาขาใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยทำเลที่มองไว้ในช่วงแรกจะเน้นที่ศูนย์การค้าเป็นหลัก

จุดขายของแบรนด์ในการแข่งขันตลาดเมืองไทยคือความหลากหลายของเมนู เพราะนอกจากกาแฟแล้วยังมีจุดเด่นในเรื่องเบเกอรี่ รวมถึงเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ อาทิ สมูทตี้, ชา ฯลฯ เป็นคู่แข่งกับร้านสตาร์บัคส์โดยตรง โดยวางราคาในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ยัง…จะให้ไทยให้เป็นศูนย์กลางเพื่อขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีศักยภาพในการเติบโตสูง ปัจจุบันเปิดสาขาใน 9 ประเทศทั่วโลก โดยจะเริ่มรุกภูมิภาคอาเซียนอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

ด้านนายวิวัฒน์ เด่นดีวณิช กรรมการ บริษัท ทัม เอ็น ทัมส์ โฮลดิ้งส์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดร้านกาแฟระดับบนยังมีช่องว่างและโอกาสในการเติบโต แม้ปัจจุบันสตาร์บัคส์จะเป็นผู้นำ แต่บริษัทจะเน้นสร้างความแตกต่างในด้านการบริหาร รวมถึงมีแผนใช้ข้อได้เปรียบความเป็นแบรนด์เกาหลีที่เป็นกระแสของคนไทยมาเป็นจุดขายด้วย

“สตาร์บัคส์ไม่มีอะไรน่ากลัว ตลาดร้านกาแฟไทยยังมีช่องว่างสอดแทรกเข้าไปได้ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาผู้บริโภคในระดับบนไม่มีทางเลือกเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ “แมคคาเฟ่” และ “ดังกิ้น โดนัท” ก็ประกาศศึกท้าชนกับสตาร์บัคส์ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะรายหลังที่ปรับตำแหน่งทางการตลาดชูภาพของ “โดนัท+กาแฟ” โดยเปิดตัวเมนูกาแฟคั่วบดออกมาให้บริการลูกค้า วางกลยุทธ์ราคาที่ถูกกว่าสตาร์บัคส์ในคุณภาพที่เท่ากันมาเป็นจุดขาย

ขณะที่ผู้นำตลาดร้านกาแฟในไทยอย่าง “สตาร์บัคส์” ก็รุดหน้าไปอีกสเต็ปด้วยการส่งกาแฟพร้อมชง “เวีย” (via) เพื่อเพิ่มโอกาสในการดื่มกาแฟให้กับบรรดากลุ่มแฟนพันธุ์แท้ของสตาร์บัคส์

อเมซอนลุยตลาดระดับบน

ส่วนความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาอย่างยิ่งขณะนี้คือ “คาเฟ่ อเมซอน” ธุรกิจของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมเปิดสาขานอกปั๊ม ปตท. ภายใต้ระบบแฟรนไชส์ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

แหล่งข่าวจากวงการกาแฟเปิดเผยว่า สาขาที่ ปตท.จะเปิดนอกปั๊มน้ำมันจะเป็นการบริหารจัดการของทีมงาน ปตท.เอง ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้สั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร โดยเชื่อว่าร้านที่ขยายนอกปั๊มจะมีการปรับคอนเซ็ปต์และอัพเกรดไปสู่ร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม เพื่อขยายฐานลูกค้าของตัวเอง

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าปัจจุบันร้านกาแฟระดับบน โดยเฉพาะที่เปิดในศูนย์การค้าถูกครอบครองโดยสตาร์บัคส์เกือบหมดแล้ว อีกทั้งร้านกาแฟเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีแบรนด์ลอยัลตี้สูง ขณะที่ฐานคอกาแฟในกลุ่มบนก็ไม่ได้ขยายตัวมากนัก แบรนด์ที่ยังเปิดในศูนย์จะไม่ใช่แบรนด์ร้านกาแฟเพียวอย่างเดียว แต่ต้องมีจุดขายอื่น ๆ อาทิ แบล็คแคนยอนที่มีสัดส่วนอาหารเป็นหลัก หรือบลูคัพของเอสแอนด์พีก็รวมกับเบเกอรี่ เช่นเดียวกับโอบองแปง หรือ กระทั่งคอฟฟี่ เวิลด์ ที่ทุกวันนี้ได้เบนเข็มไปเปิดสาขาบนบีทีเอส ขณะที่ในศูนย์ การค้าก็จะปรับไปเปิดเป็นคอร์เนอร์แทน

“ต้องจับตาดูว่า อเมซอนจะปรับ คอนเซ็ปต์อย่างไร และเอาอะไรมาเป็นจุดขาย เท่าที่ทราบไม่ได้มีการปรับชื่อแบรนด์ เพราะผู้บริโภคจำได้อยู่แล้ว แต่การจะปรับให้พรีเมี่ยมขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้บริโภคอาจยังติดภาพของความเป็นกาแฟในปั๊ม”