มองสัญญาณใหม่จากเซ็นทรัล


ในที่สุด “เซ็นทรัล ลาดพร้าว” ก็ได้ฤกษ์อวดโฉมที่กำหนดจุดยืนเชื่อยุทธศาสตร์การตลาด (Positioning) ยุคใหม่ให้ความเป็นไลฟ์สไตล์ เดสติเนชั่น หรือศูนย์การค้ายุคใหม่ภายใต้แนวคิด “ยังก์ แอนด์ ฟันด์” ดีเดย์เมื่อ 28 ส.ค.นี้ หลังจากปรับโฉมครั้งใหญ่นานถึง 6 เดือนเต็ม เพื่อไม่ให้น้อยหน้าศูนย์การค้าชั้นนำหลายแห่งที่ต่างยกเครื่องแปลงโฉมใหม่กันทั่วหน้า

งานนี้ นอกจากเป้าหมายการดึงลูกค้ากลุ่มเดิมให้กลับมาชอปที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวแล้ว ยังคาดหวังที่จะขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง และชื่นชอบติดเทรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มด้วย
การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ทันสมัยครั้งนี้ ยังมีการจัดโซนใหม่ให้ลูกค้าเดินเลือกซื้อของได้ง่ายขึ้น โดยมีการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งบันไดเลื่อน ระบบลิฟต์อัจฉริยะ และอาคารจอดรถเพิ่มเป็น 3,200 คัน แล้ว เซ็นทรัล ลาดพร้าว โฉมใหม่ยังได้ปรับเมอร์ชันไดซิ่ง โดยเลือกร้านค้าชั้นนำเกือบ 500 ร้านค้า มาตอบสนองความต้องการ เช่น Coach, Zara และ Uniqol

รวมถึงมีการเพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในศูนย์ฯ มาก่อนถึง 109 แบรนด์ ครอบคลุมในทุกกลุ่มสินค้า ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ ร้านอาหาร เช่น Touch และ H.E.by Mango เป็นต้น ซึ่งทุกแบรนด์ล้วนมาจากความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่มีพฤติกรรมการชอปปิ้งเปลี่ยนไปโดยชอบแต่งตัวมากขึ้น มีวิถีชีวิตทันสมัย และจับจ่ายสูงขึ้นด้วย

“เราพยายามทำให้เซ็นทรัล ลาดพร้าว มีความเป็น Young Luxury มากขึ้น เพราะตอนนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ไม่มีใครอยากแก่ ชอบแต่งตัวมากขึ้น มีวิถีชีวิตทันสมัย และการจับจ่ายสูงขึ้น”

เป็นคำกล่าวของ กอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของซีพีเอ็น ถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนโฉมเซ็นทรัล ลาดพร้าว ในทศวรรษที่ 4 เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ ซึ่งใช้งบประมาณมากถึง 900 ล้านบาท และจะใช้เป็น “ต้นแบบ” ในการปรับปรุงสาขาเก่าหลังจากนี้อีกด้วย

ขณะที่ ยุวดี จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บอกว่า ลูกค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นกลุ่มที่มีความภักดีต่อแบรนด์เซ็นทรัลสูงมาก จากผลการวิจัยปี 2010 พบว่า ลูกค้า 97% จะเลือกชอปปิ้งเฉพาะห้างเซ็นทรัลเท่านั้น ก็ขนาดเซ็นทรัล ลาดพร้าวปิดปรับปรุงนานถึง 6 เดือน แต่ลูกค้าส่วนมากก็ยังเลือกชอปปิ้งที่เซ็นทรัลสาขาอื่นแทน นับว่าได้ช่วยเพิ่มยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลให้โตต่อเนื่อง

เพราะอย่างนี้เอง ยุวดี จึงเชื่อว่า การปรับโฉมเซ็นทรัล ลาดพร้าว ก็จะช่วยดันยอดการควักกระเป๋าซื้อให้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จากที่ลูกค้าเคยจับจ่ายเฉลี่ย 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ซึ่งที่ลาดพร้าวสูงเป็นอันดับสอง รองจากสาขาชิดลม ซึ่งมียอดการจับจ่ายเฉลี่ย 2,500 บาทต่อคนต่อครั้ง

พร้อมกันนี้ กอบชัย มั่นใจว่า หลังจากศูนย์เปิดให้บริการแล้ว จะดึงคนให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 10-15% ขณะที่ในส่วนของยอดขายของสาขาลาดพร้าว คาดว่าจะเติบโตประมาณ 12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 หรือคิดเป็นมูลค่ายอดขายไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาท และจะคุ้มทุนภายใน 5-6 ปีอย่างแน่นอน

นอกจากอิทธิพลการปรับเปลี่ยนโฉมเซ็นทรัล ลาดพร้าวใหม่ ให้เป็นคอนเซ็ปต์ Young and Fun เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปแล้ว ยังมีการอัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และโปรโมชั่น ซึ่งจะประเดิมด้วย “เซ็นทรัลมิดไนต์เซล”

ความเชี่ยวชาญจนประสบความสำเร็จในการบริหารศูนย์การค้าของค่ายเซ็นทรัลนี่เอง จึงหนุนส่งให้ต้องรุกต่อและมองตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เป็นสมรภูมิที่ซีพีเอ็นให้ความสนใจด้วย นอกเหนือจากเดิมที่เคยพุ่งเป้าไปที่จีนเป็นหลัก

“ไม่นานประเทศในอาเซียนจะรวมกันเป็นกลุ่มประเทศเดียวกัน โดยเชื่อว่าระยะไม่นานกฎระเบียบข้อบังคับจะใกล้เคียงกันมาก เพราะฉะนั้นตลาดในภูมิภาคนี้จึงน่าสนใจ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ถือเป็นตลาดที่มีโอกาสอย่างมาก”

ทุกวันนี้ ซีพีเอ็นเริ่มเข้าไปศึกษาข้อมูลและธุรกิจค้าปลีกในประเทศเหล่านี้ และเชื่อว่าก่อนปี 2015 จะได้เห็นซีพีเอ็นผงาดใน 3 ประเทศดังกล่าวแน่นอน ส่วนรูปแบบการเข้าไปดำเนินธุรกิจนั้นย่อมขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสของแต่ละประเทศ เราจะเห็นการขยับไปลงทุนเอง หรือหาพันธมิตรร่วมทุนในไม่ช้าไม่นาน

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 2554