‘คาร์ฟูร์ มาร์เก็ต’ ย่อไซส์ ชิงเซกเมนต์ซูเปอร์มาร์เกต


*คาร์ฟูร์เริ่มตื่น รุกนิวฟอร์แมตสโตร์
* หลังปล่อย เทสโก้ บิ๊กซี ชิงตลาดไซส์เล็กมานาน
* ล่าสุด ผุด คาร์ฟูร์ มาร์เก็ต ชิงตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต
* หลังจากที่ก่อนหน้านี้เปิด คาร์ฟูร์ซิตี้
คาร์ฟูร์ เปิดตัวรูปแบบสาขาใหม่บนถนนหทัยราษฎร์ ภายใต้ชื่อ ‘คาร์ฟูร์ มาร์เก็ต’ ชูความเป็นซูเปอร์มาร์เกต เข้าถึงชุมชนบนพื้นที่ขายกว่า 2,000 ตารางเมตร มีสินค้ากว่า 15,000 รายการ เน้นสินค้าในแผนกซูเปอร์มาร์เกต และมีเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กบางส่วน โดยบริษัทเตรียมที่จะเปิดคาร์ฟูร์ มาร์เก็ต สาขาที่ 2 ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ที่ร่มเกล้า ซึ่งถือเป็นการขยายสาขาที่ค่อนข้างรวดเร็วกว่าในอดีตที่จะเปิดเพียงปีละ 1-2 สาขาเท่านั้น และถือเป็นการขยายธุรกิจไปสู่ฟอร์แมตใหม่ของคาร์ฟูร์ หลังจากที่คู่แข่งมีการพัฒนารูปแบบสาขาใหม่ๆ มากมาย อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้คาร์ฟูร์เคยมีการทำสาขาขนาด 2,000 ตารางเมตร ที่สาขาสวนหลวง ทว่าวางรูปแบบเป็นพรีเมียมมินิไฮเปอร์มาร์เกต ซึ่งอยู่ในเซกเมนต์ของไฮเปอร์มาร์เกต โดยมีสินค้า 30,000 รายการ

ก่อนหน้านี้ คาร์ฟูร์ เน้นการพัฒนาสาขาใหญ่หลายแห่งให้เป็นชอปปิ้งมอลล์ ไม่ว่าจะเป็นสาขา พระราม 4, รัชดาภิเษก, ลาดพร้าว นอกจากนี้คาร์ฟูร์ยังมีการขยายสาขาในโครงการ ‘เวลท์ พร็อพเพอร์ตี้’ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ อยู่หน้าโครงการบ้านจัดสรร กรีนเวลท์ ทาวน์ เซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นสาขาไซส์เล็กเป็น สมอลล์ ไฮเปอร์มาร์เกต โดยใช้งบลงทุน 300 ล้านบาทต่อสาขา บนพื้นที่กว่า 4,000-6,000 ตารางเมตร ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 6 เดือนเท่านั้นก็สามารถเปิดให้บริการได้ ในขณะที่รูปแบบสาขาที่เป็นไฮเปอร์มาร์เกตต้องใช้งบลงทุน 800-1,000 ล้านบาทต่อสาขา และใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 8 เดือนถึง 1 ปี โดยสาขาที่เป็นไฮเปอร์มาร์เกตจะต้องมีการพิจารณาถึงรัศมีการให้บริการที่ครอบคลุมผู้บริโภคกว่า 150,000 ครัวเรือน ขณะที่สมอลล์ ไฮเปอร์มาร์เกต แค่ครอบคลุมประชากรเพียง 50,000 ครัวเรือนก็สามารถสร้างสาขาได้แล้ว จากนั้นก็มีการเปิดรูปแบบสาขาใหม่ใช้ชื่อว่า คาร์ฟูร์ซิตี้ เป็นคอนวีเนียนสโตร์ ใช้พื้นที่ประมาณ 300 ตารางเมตร โดยสาขาแรกตั้งอยู่ในโครงการ เออร์เบิน สแควร์ @ ประชาชื่น

ขณะที่บรรดายักษ์ใหญ่แห่งวงการดิสเคานต์สโตร์ต่างมีการพัฒนารูปแบบสาขาใหม่ๆ ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายผังเมืองที่ควบคุมการขยายตัวของบรรดาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวคิดในการทำธุรกิจของบรรดาดิสเคานต์สโตร์ ที่วางโพซิชันนิ่งในเรื่องของราคาที่ถูกที่สุด ทำให้ต้องมีการขยายสาขาจำนวนมาก เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองกับซัปพลายเออร์เพื่อให้ได้สินค้าราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งเพื่อสามารถจำหน่ายในราคาที่แข่งขันได้

ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าปลีกท้องถิ่นที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการแข่งขัน ทำให้เกิดการเรียกร้องภาครัฐให้เข้ามาควบคุมการขยายสาขาของบรรดาดิสเคานต์สโตร์เหล่านี้ โดยเฉพาะเทสโก้ โลตัส ที่มีการขยายสาขาได้รวดเร็วที่สุด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาฟอร์แมตสโตร์ใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายผังเมือง โดยเทสโก้ โลตัส มีรูปแบบสาขาที่เป็นสาขาไฮเปอร์มาร์เกตกว่า 85 สาขา แต่ละสาขาใช้พื้นที่ 8,000 ตารางเมตรขึ้นไป ร้านคุ้มค่ามี 30 สาขา ใช้พื้นที่ 4-7 พันตารางเมตร เน้นสินค้าเฮาส์แบรนด์ราคาถูก ตลาดโลตัสมี 63 สาขา ใช้พื้นที่ 1,000 ตารางเมตร เป็นซูเปอร์มาร์เกต และโลตัส เอ็กซ์เพรส มี 449 สาขา ใช้พื้นที่ 300 ตารางเมตร เป็นคอนวีเนียนสโตร์

ทว่าแนวทางดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงต้านมากขึ้น เทสโก้ โลตัส จึงขยายธุรกิจขาที่ 2 ด้วยการให้เช่าพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี 2 ลักษณะคือ ไลฟ์สไตล์ ชอปปิ้ง มอลล์ เป็นพื้นที่เช่าในสาขาไฮเปอร์มาร์เกต ซึ่งครอบคลุมประชากร 2 แสนครัวเรือน และมีพื้นที่ระหว่าง 6 พัน-2 หมื่นตารางเมตร ส่วนอีกรูปแบบเป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ ใช้พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมประชากร 3-5 หมื่นครัวเรือน ซึ่งจะใช้ตลาดโลตัสหรือโลตัส เอ็กซ์เพรสเป็นแม่เหล็กในการดึงคน ส่วนจะใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับกฎหมายในพื้นที่นั้นๆ ว่าอนุญาตให้สร้างได้กี่ตารางเมตร ถ้าถึง 1,000 ตารางเมตรก็จะใช้ตลาดโลตัส แต่ถ้าได้ 300 ตารางเมตรก็จะใช้โลตัส เอ็กซ์เพรส

ก่อนหน้านี้เทสโก้พยายามจับทิศทางตลาด มีการสร้างสีสันให้กับพื้นที่เช่าต่างๆ เช่นสาขาบางกะปิที่มีโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง คาราโอเกะ ขณะที่สาขาพระราม 4 เป็นอีกสาขาที่มีพื้นที่เช่าขนาดใหญ่ และอีกหลายสาขาที่จะมีการปรับปรุงพื้นที่เช่าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนจะมาเป็นไลฟ์สไตล์ชอปปิ้งมอลล์ที่สมบูรณ์แบบที่สาขาปิ่นเกล้า นวนคร และศาลายา

ทั้งนี้ ในการรุกธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ทางเทสโก้ โลตัส ใช้งบในการลงทุนต่อสาขา 60-80 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 3 เซกเมนต์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย Oasis, The Park, The Garden โดย Oasis สาขาแรกเปิดตัวที่หมู่บ้านนิชดาธานี ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าระดับ A ส่วน The Park จับตลาดระดับ B ซึ่งทำให้เทสโก้ โลตัส สามารถเข้าไปใกล้ชิดกับลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดระดับบนที่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้บริการในสาขาต่างๆ ของเทสโก้ โลตัส มากนัก และสุดท้ายเป็น The Garden จับตลาดระดับ C

แม้คอมมูนิตี้มอลล์ของเทสโก้ โลตัส สามารถตอบโจทย์ในภาวะที่น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง ผู้บริโภคไม่ค่อยเดินทางไปไหนไกลๆ เน้นความสะดวก ทำอะไรใกล้บ้านมากขึ้น ซื้อของก็ใกล้บ้าน ทว่าคอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ เหล่านี้ดึงดูดกำลังซื้อในรัศมีใกล้ๆ เท่านั้น ประกอบกับการที่คู่แข่งก็มีการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ

โดยบิ๊กซี ซึ่งเคยมีการพัฒนาสาขาเล็กอย่างลีดเดอร์ไพรซ์ใช้คอนเซ็ปต์คุ้มค่าคุ้มราคา เน้นสินค้าเฮาส์แบรนด์ ทว่าด้วยจำนวนไลน์อัพสินค้าที่น้อย ประกอบกับในช่วงนั้นผู้บริโภคไทยขาดความเชื่อมั่นต่อสินค้าเฮาส์แบรนด์ ส่งผลให้บิ๊กซีต้องปิดร้านลีดเดอร์ไพรซ์ แล้วหันมาพัฒนาร้านสะดวกซื้อภายใต้ชื่อมินิบิ๊กซี ซึ่งปัจจุบันมี 10 สาขา นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาร้านเวชสำอางภายใต้ชื่อเพรียว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ร้านเพรียวมีสาขาเฉพาะในห้างบิ๊กซี แต่ปัจจุบันเริ่มขยายสาขาร้านเพรียวออกไปนอกห้างบิ๊กซี โดยร้านเพรียวนอกห้างบิ๊กซีสาขาแรกตั้งอยู่ที่ เอสพลานาด รัชดา ปัจจุบัน ร้านเพรียวมีสาขากว่า ่20 แห่ง

นอกจากนี้ยังมี ท็อปส์ ที่มีโมเดลหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์ มาร์เก็ต ท็อปส์ซูเปอร์ และท็อปส์ เดลี่ ซึ่งรูปแบบหลังเป็นมินิซูเปอร์มาร์เกตใช้พื้นที่ 300 ตารางเมตร ขณะที่โมเดลอื่นๆสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามความเหมาะสมของทำเลที่ตั้ง และด้วยศักยภาพของเครือเซ็นทรัล ทำให้ท็อปส์สามารถขยายสาขาไปตามศูนย์การค้าต่างๆ ในเครือเซ็นทรัล และนอกเครือได้อย่างไม่ยาก

ประกอบกับบรรดาดิสเคานต์สโตร์เองก็พยายามแสวงหาช่องทางใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีสาขากระจายกว่า 5,000 สาขา แฟมิลี่ มาร์ท ที่เจาะช่องทางเข้าถึงที่พักอาศัยในโครงการคอนโดมิเนียมของลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ ตลอดจนโรงพยาบาล และอาคารสำนักงาน หรือแม้แต่ธุรกิจค้าปลีกในเครือ ปตท. ภายใต้ชื่อ ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก ผู้บริหารร้านจิฟฟี่ ที่มีการยกร้านคอนวีเนียนสโตร์ดังกล่าวออกมาอยู่นอกปั๊ม โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่อาคาร Energy Complex ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแห่งใหม่ ติดกับสำนักงานใหญ่ของ ปตท.บนถนนวิภาวดี

นอกจากนี้ยังมีความพยายามทำให้ปั๊ม ปตท. เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ด้วยภายใต้ชื่อแพลตินัม รวมถึงสาขาใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็จะเน้นไปที่รูปแบบแพลตินัม ซึ่งทำให้มีรายได้ในแต่ละสาขาเพิ่มขึ้น 20% ต่อเดือน เพราะนอกจากการจำหน่ายน้ำมันแล้ว ยังมีรายได้ค่าเช่าสถานที่จากร้านค้าพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น คาเฟ่อเมซอน, เชสเตอร์กริลล์, แบล็คแคนยอน, ฮาเกนดาส, เคเอฟซี, เอแอนด์ดับบลิว, เอสแอนด์พี, แมคโดนัลด์, ร้านนายอินทร์, ร้านเจ้าสัว, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกสิกรไทย, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, แตงโม และคาเฟ่ลุกซ์ นอกจากนี้สาขานำร่องที่แก่งคอย สระบุรี ยังมี ร้านพรทิพย์ ซึ่งเป็นร้านของฝากจากที่ต่างๆ และร้านเพย์เลส ร้านเสื้อผ้าในเครือซีเอ็มจี ทำให้โอกาสทำเงินในธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ของเทสโก้ โลตัส ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ดังนั้นเพื่อสร้างความแตกต่างและหนีห่างคู่แข่ง เทสโก้จึงมีการผุดโมเดลธุรกิจใหม่คือชอปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่กว่า 40-50 ไร่ ด้วยงบลงทุนสาขาละ 700 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ พลัส มอลล์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดสาขาแรกที่ถนนศรีนครินทร์ สมุทรปราการ ใช้พื้นที่ 40 ไร่ ล่าสุดมีการเปิดสาขาพลัสมอลล์อย่างเป็นทางการสาขาที่ 2 ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะ บางนา กม.57 บนพื้นที่ 54 ไร่ ซึ่งนอกจากจะมีไฮเปอร์มาร์เกตของเทสโก้ โลตัสแล้ว ยังมีร้านค้าเช่าอีกมากมาย ที่พิเศษกว่าคอมมูนิตี้มอลล์คือมีเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างโรงภาพยนตร์ซึ่งทำให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในศูนย์ได้นานขึ้น มีสินค้าและบริการตอบสนองที่หลากหลายกว่า และด้วยขนาดที่ใหญ่ ทำให้ พลัส มอลล์ มีรัศมีในการดึงดูดผู้บริโภคไกลถึง 20 กิโลเมตร จากปรกติที่ห้างใหญ่ดึงดูดลูกค้ารัศมี 5-10 กิโลเมตรเท่านั้น

‘พลัส มอลล์เป็นไซส์ที่พอดีกับชุมชน สินค้าและบริการเหมาะกับผู้บริโภคในย่านนั้นๆ มาเดินได้ทุกวัน ไม่ต้องแต่งตัวมากมายเหมือนห้างสรรพสินค้าที่มาเดินทีต้องแต่งตัวกันมากมาย แต่ที่พลัส มอลล์มาแบบสบายๆ กินข้าว ซื้อของใช้ประจำวัน มีสินค้าตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ไม่ต้องใช้แบรนด์เนมอะไรมากมาย เพราะพลัส มอลล์ มีโพซิชันนิ่งในการเป็นเนเบอร์ฮู้ด เซ็นเตอร์ที่ลูกค้ามาเดินได้ทุกวัน’ วีณา อรัญญเกษม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าและสื่อโฆษณา เทสโก้ โลตัส กล่าว

ความแตกต่างระหว่างคอมมูนิตี้มอลล์กับพลัส มอลล์ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของรัศมีครอบคลุมโดยคอมมูนิตี้มอลล์อาจกินรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตร อยู่ในรัศมีที่เดินได้ เจาะตลาดชุมชนเล็กๆ ในย่านนั้นๆ ขณะที่พลัส มอลล์ใช้พื้นที่มาก จึงยากที่จะไปตั้งในเมือง สาขาของพลัส มอลล์จึงอยู่รอบนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีสินค้าและบริการที่หลากหลายกว่า มีเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างโรงภาพยนตร์ ไฮเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ใช้พื้นที่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป แต่พลัส มอลล์ บนถนนศรีนครินทร์ ใช้พื้นที่มากถึง 40 ไร่ มีร้านค้าต่างๆ มากมายที่จะดึงดูดผู้บริโภคในรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร

เทสโก้ โลตัส มีแผนที่จะขยายสาขาพลัส มอลล์ ปีละ 1 สาขา โดยแต่ละสาขาจะมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้นแต่ละสาขาจะมีความแตกต่างกัน เพราะผู้บริโภคเป็นคนละกลุ่มกัน ล่าสุด เทสโก้ โลตัส มีการพัฒนาโมเดลใหม่ คราวนี้มาในรูปแบบของดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ภายใต้ชื่อ Center ซึ่งสาขาแรกอยู่ที่สระแก้ว มีพื้นที่ 4,300 ตารางเมตร โดยมีการจัดดิสเพลย์สินค้าตามแผนกเหมือนห้างสรรพสินค้า และมีแคชเชียร์ประจำแต่ละแผนก

การแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรง ทำให้ คาร์ฟูร์ มิอาจอยู่เฉย เพราะด้วยชื่อชั้นของคาร์ฟูร์ที่เป็นยักษ์ค้าปลีกอันดับ 2 ในยุโรป อีกทั้งคาร์ฟูร์ยังมีรูปแบบสาขามากมายในตลาดโลกไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจซูเปอร์มาร์เกต ที่มีทั้งแบรนด์ Carrefour Express, Carrefour Bairro, Champion, รวมถึง Carrefour Market ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทย ขณะที่ธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ก็มีแบรนด์ Proxi, March? Plus, Shopi, 8 ? Huit, Carrefour City, Carrefour Express แม้จะมีชื่อเหมือนรูปแบบที่เป็นซูเปอร์มาร์เกต แต่มีโลโก้ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีธุรกิจค้าส่งอาหารภายใต้ชื่อห้าง Promocash

ปัจจุบัน คาร์ฟูร์ ประเทศไทย มีรูปแบบสาขาที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจไฮเปอร์มาร์เกต คอนวีเนียนสโตร์ และซูเปอร์มาร์เกต จะขาดก็เพียงจำนวนสาขาที่จะมาช่วงชิงตลาดกับคู่แข่ง

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 26 เมษายน 2553