“จีเอฟเอ”บุกหนักแฟรนไชส์-โออีเอ็ม


“จีเอฟเอ” เดินหน้าขยายสาขารูปแบบแฟรนไชส์เต็มที่ ตั้งเป้า 2-3 ปี สัดส่วนเปลี่ยนเป็น 50:50 ชี้โอกาสมีสูง ชู “คอฟฟี่เวิลด์” ตัวชูโรง เร่งปั้นครีมแอนด์ฟัดจ์ตามหลัง พร้อมเพิ่มกำลังผลิตโรงงาน ประกาศลุยรับจ้างผลิตเต็มพิกัด หวังเพิ่มรายได้ตั้งเป้าปีหน้ารายได้จากโออีเอ็มขึ้นแซงลุยเจาะร้านอาหาร, โรงพยาบาล, โรงแรม พร้อมรุกขยายสาขาประเทศใหม่ ๆ ปีนี้เล็งมาเลเซีย ลั่นเป็นโกลบอลแบรนด์ เปิด 20-25 ประเทศ 1,000 สาขาทั่วโลก ใน 5-10 ปีข้างหน้า

เฟรด โมฮาวาด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด หรือจีเอฟเอ เจ้าของแบรนด์ร้านกาแฟคอฟฟี่เวิลด์, ร้านไอศกรีมครีมแอนด์ฟัดจ์ ฯลฯ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทมีแนวโน้มการขยายสาขาผ่านรูปแบบแฟรนไชส์มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้ตั้งเป้าจะเปิดตัวได้อย่างน้อย 10 ร้าน จากจำนวนทั้งสิ้น 15 สาขา เป็นคอฟฟี่เวิลด์ 10-12 สาขา และครีมแอนด์ฟัดจ์ 2-3 สาขา จากปีที่แล้วเปิดไป 6 สาขา ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับภาวะการเมืองในประเทศ

สาเหตุที่ตั้งเป้าเปิดมากกว่าปีที่แล้ว เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวมกว่า 100 สาขา คิดเป็นแฟรนไชส์ 30% และบริษัทลงทุนเอง 70% โดยปีนี้คาดว่าสัดส่วนจะเปลี่ยนไปเป็นแฟรนไชส์ 40% ลงทุนเอง 60% และคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า สัดส่วนจะเปลี่ยนเป็น 50:50 ทั้งนี้ จากการที่บริษัทรุกหนักกับการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์มากขึ้น ขณะเดียวกัน หากคิดเป็นสาขาในทุกประเทศที่บริษัทเข้าไปเปิดดำเนินงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปแบบแฟรนไชส์ ปัจจุบันมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 200 สาขา โดยปีนี้จะขยายสาขาไปยังประเทศใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ มาเลเซีย

ปัจจุบันแฟรนไชส์ในไทยส่วนใหญ่ที่ติดต่อเข้ามาจะเน้นไปที่แบรนด์ “คอฟฟี่เวิลด์” ซึ่งมีอายุกว่า 10 ปีในไทย ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างดีของผู้บริโภค ภารกิจของบริษัทจากนี้จะต้องเน้นสร้างแบรนด์ “ครีมแอนด์ฟัดจ์” แบรนด์ดาวรุ่งอีกแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อโอกาสในการขยายสาขาผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ จากการเปิดให้บริการมา 4 ปี ปัจจุบันมี 9 สาขา และจะเพิ่มเป็น 15 สาขา อีก 2-3 ปีข้างหน้า

ปีที่แล้วภาวะเศรษฐกิจซบเซา แต่เริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังทำให้บริษัทมีการเปิดสาขาหลายแห่ง อาทิ สนามบินภูเก็ต ที่เปิดสาขาในรูปแบบมัลติแบรนด์ คือคอฟฟี่เวิลด์กับนิวยอร์ก เดลี่ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก และยังได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่บินตรงไปพักที่ภูเก็ตมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์วุ่นวายในกรุงเทพฯ จากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ช่วงไตรมาส 3 และ 4 ที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ซึ่งเป็น ไปตามเป้าหมายที่วางไว้

โมฮาวาดยังได้กล่าวถึงแผนดำเนินธุรกิจในส่วนของโรงงาน บริษัทจะเน้นในการรับจ้างผลิตสินค้าเพื่อป้อนช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ อาทิ โรงพยาบาล, ซูเปอร์มาร์เก็ต, โรงแรม, ร้านอาหาร, สายการบิน ฯลฯ โดยเน้นปรับปรุงคุณภาพสินค้าอย่างขนมปัง รวมถึงพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตไลน์สินค้าได้หลากหลาย ทั้งไอศกรีม, เค้ก, ขนมปัง, เบเกอรี่, เมล็ดกาแฟ, ไซรัป ฯลฯ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ระหว่างการรับจ้างผลิต และผลิตเพื่อแบรนด์ของตัวเอง จะอยู่ที่ 50:50 แต่ตั้งเป้าว่าปีหน้าสัดส่วนรับจ้างผลิตจะขยับเป็น 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อรองรับแผนงานดังกล่าวในช่วงซัมเมอร์นี้ ได้เพิ่มเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีก 5-10 เท่า ในบางโปรดักต์ไลน์

โดยกิจกรรมการตลาดปีนี้จะมีอีเวนต์ใหญ่ในช่วงกลางปี เพื่อฉลองครบรอบ 12 ปีของจีเอฟเอ ซึ่งจะมีโปรโมชั่นและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทยังมีโปรโมชั่นที่ออกมาเพื่อรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม รองรับช่วงปิดเทอม จับกลุ่มนักเรียน นักศึกษาให้มากขึ้น โดยการแสดงบัตรนักเรียน นักศึกษา และรับสิทธิพิเศษเพิ่มขนาดเครื่องดื่มสำหรับคอฟฟี่เวิลด์ หรือรับสิทธิพิเศษฟรีมิกซ์อินสำหรับครีมแอนด์ฟัดจ์ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตถึง 20% ซึ่งช่วงไตรมาสแรกสามารถเติบโต 20% ขณะที่ปีที่แล้วเติบโตอยู่ที่ 10% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่บริษัทเติบโตไม่ถึง 20%

สำหรับเป้าหมายของจีเอฟเอในอนาคต คือการขยายสาขาไปยังต่างประเทศให้มากที่สุด โดยการหามาสเตอร์แฟรนไชส์ทุก ประเทศที่เข้าไปดำเนินงาน ปัจจุบันบริษัทมีทั้งสิ้น 8 แบรนด์ เปิดให้บริการใน 10 ประเทศ อาทิ โอมาน, จีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, อินเดีย ฯลฯ โดยยังไม่มีแผนเปิดแบรนด์ใหม่ปีนี้ แต่มีโอกาสอย่างมากในอนาคตของจีเอฟเอ คือขยายการให้บริการไป 20-25 ประเทศ และมีสาขา 1,000 สาขา ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งเวลานั้น บริษัทจะถือเป็นโกลบอลแบรนด์ได้เต็มตัว

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4203 ประชาชาติธุรกิจ

+++

เดินหน้าอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง EIAผ่านรอคำสั่งศาลปกครอง

กรมชลประทาน ยังเดินหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรีต่อ หลังสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางว่า โครงการนี้ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

กรณีสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ให้กรม ชลประทานระงับการก่อสร้างโครงการ อ่างเก็บน้ำห้วยโสมง เขตบ้านแก่งยาว ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มูลค่า 6,036.520 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของคนในพื้นที่อย่างรุนแรง เนื่องจากโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง จะรุกทำลายผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ปางสีดา-ทับลาน-ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดงใหญ่ ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมชลประทานจะยังคงเดินหน้าก่อสร้างโครงการชลประทานห้วยโสมง ต่อไป เพราะที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมทั้งผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่มรดกโลกตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้รับความเห็นชอบจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติให้ดำเนินการโครงการดังกล่าวได้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมา ผืนป่าอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดาต่างประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก สัตว์ป่าขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อดำรงชีวิต จนต้องลงมาหาน้ำกินในแหล่งชุมชน หากไม่มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อเก็บสำรองน้ำในอนาคต ก็อาจทำให้สัตว์ป่าหนีหายไปหมด นอกจากนี้พื้นที่สำหรับก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงถือเป็นบริเวณติ่งด้านท้ายของ ป่าสงวน ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกก็อนุญาตให้ใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวได้

“กรมชลประทานมั่นใจว่า โครงการก่อสร้างห้วยโสมงคุ้มค่ากับการลงทุน บรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำปราจีนบุรี รวมทั้งเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่า ทำให้โอกาสการเกิดไฟไหม้ป่าลดลงได้ในระยะยาว” นายวีระกล่าว

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวยอมรับว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในอนาคตยังเป็นไปได้ยาก เพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กรมชลประทานจึงปรับแผน การทำงานใหม่ เน้นก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่ใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 2-3 ปี ในลุ่มน้ำสาขา 254 สาขาทั่วประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำสาขาในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อลดภัยแล้ง

ล่าสุดภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง กรมชลประทานได้เร่งรัดก่อสร้างแก้มลิง 190 แห่งทั่วประเทศ เพื่อลดผลกระทบภัยแล้งได้ภายในปี 2554 แยกเป็นภาคเหนือ 13 โครงการ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 141 โครงการ, ภาคกลางและตะวันออก 31 โครงการ, ภาคใต้ 5 โครงการ เมื่อแผนการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์จะช่วยเพิ่มปริมาณการกักน้ำได้ถึง 115 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 30 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 โครงการ ที่เหลืออีก 21 โครงการกระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ เมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่าจะเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นถึง 102 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งช่วยขยายพื้นที่ชลประทานอีก 70,000 ไร่

นายวีระเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้กรมชลประทาน-กรมทรัพยากรน้ำ และ รพช. ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและถ่ายโอนให้องค์กรท้องถิ่นเข้าไปดูแล ซึ่ง อบต.บางแห่งมีอ่างเก็บน้ำ 30-50 โครงการ แต่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งทุกปี เนื่องจากขาดความรู้ในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม ล่าสุด กรมชลประทานได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโครงการระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนจัดการน้ำ ภายใต้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยเปิดโครงการนำร่องเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศน้ำกับ อบต.ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม, นครศรีธรรมราช, สมุทรสงคราม, พัทลุง

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4203 ประชาชาติธุรกิจ