‘พีดีเฮ้าส์’วาดเป้า แฟรนไชส์ 50 สาขา


พีดีเฮ้าส์ วางเป้า 5 ปี สร้างแฟรนไชส์ครบ 50 สาขา ปูทางสู่ตลาดอาเซียน ก่อนเปิดเขตการค้าเสรีปี 2558 เตรียมพัฒนาระบบเสริมความแข็งแกร่งก่อนลุยตลาดเวียดนาม กัมพูชา ลาว ชี้ตลาดรับสร้างบ้านยังเติบโต แม้เจอมรสุมการเมืองเล่นงาน มั่นใจสิ้นปีกวาดยอด 600 ล้าน
นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลอป จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในระยะ 5 ปี (ปี 2551-2556) ว่า บริษัทจะขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ให้ครบ 50 สาขา ครอบคลุมจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ โดยจะมีการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งวางเป้าหมายภายหลังจากที่ขยายสาขาครบ 30 สาขาแล้ว จะต้องมียอดขายของแต่ละสาขาไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท หรือรับสร้างบ้านประมาณ 10 หลังต่อปี
ทั้งนี้กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ภายในปี 2558 ซึ่งในธุรกิจรับสร้างบ้านถือเป็นหนึ่งในสาขาของธุรกิจบริการที่จะมีการเปิดเสรี สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือได้ การถือหุ้นในบริษัทได้ถึง 70% และจะมีลดภาษีลงเหลือ 0% ทำให้บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจไปในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว
“หลังจากปี 2556 ซึ่งบริษัทขยายธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศได้ตามเป้าหมาย และมีการสร้างระบบธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศได้อย่างแข็งแกร่งแล้ว บริษัทก็ยังวางแผนที่จะไปขยายตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย โดยใช้ระยะเวลาศึกษารูปแบบการทำธุรกิจในต่างประเทศประมาณ 2 ปี ซึ่งก็ทันกับช่วงที่มีการเปิดเขตการค้าเสรีในปี 2558 พอดี เพราะการไปทำตลาดในต่างประเทศต้องมีการศึกษารูปแบบของกฎหมาย และรูปแบบแฟรนไชส์ในต่างประเทศด้วย” นายสิทธิพร กล่าวและว่า
สำหรับรูปแบบการทำธุรกิจในต่างประเทศได้วางไว้ 2 แนวทาง ได้แก่ การร่วมทุนกับนักธุรกิจภายในประเทศ กับการขายแฟรนไชส์ในลักษณะมาสเตอร์แฟรนไชส์ ซึ่งแผนเบื้องต้น ในประเทศเวียดนาม และกัมพูชา จะเป็นการขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนในประเทศเพียง 1 ราย และให้สิทธิ์กับนักลงทุนรายนั้นสามารถขยายแฟรนไชส์ย่อยได้เอง ส่วนในประเทศลาวเนื่องจากตลาดไม่ใหญ่มากนัก การทำธุรกิจคงให้นักลงทุนไทยเข้าไปทำตลาดเอง
นายสิทธิพร กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ว่า ตลาดในเขตกรุงเทพฯ ช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมธุรกิจอาจจะยังคงทรงตัว เนื่องจากปัจจัยปัญหาทางการเมือง ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะพื้นตามภาวะเศรษฐกิจที่แนวโน้มดีขึ้น แต่สำหรับตลาดต่างจังหวัดยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่ยอดขายของบริษัทในไตรมาสแรกมีเกือบ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในกรุงเทพฯ 80% และต่างจังหวัด 20% แม้ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 เนื่องจากจะมีการเปิดสาขาใหม่ รวมถึงสาขาใหม่ที่เปิดในไตรมาสแรกก็จะมียอดขายเข้ามาเพิ่มด้วย
ด้านราคารับสร้างบ้านในปัจจุบันได้ปรับสูงขึ้นมาเกินความเป็นจริงแล้ว วิธีการทำตลาดส่วนใหญ่จะเน้นโปรโมชั่นการให้ส่วนลดเฉลี่ย 10-15% หากต้นทุนการก่อสร้างปรับสูงขึ้นในปีนี้ การให้ส่วนลดคงจะลดน้อยลงเพราะไม่มีผู้ประกอบการรายใดจะใช้วิธีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น จากฐานเดิมที่มีราคาสูงอยู่แล้ว
นายสิทธิพร กล่าวอีกว่า จากการเก็บข้อมูลของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง พบว่าตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมูลค่าตลาดประมาณ 7,000 ล้านบาท ในปี 2551 ซึ่งปีนี้ตลาดรับสร้างบ้านคงมีการเติบโตเพิ่มขึ้น เพราะครึ่งปีหลังเศรษฐกิจน่าจะมีการฟื้นตัวจากมาตรการภาครัฐ และการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ส่วนปัญหาด้านการเมืองมองว่าเป็นปัญหาปกติที่คนไทยยอมรับได้แล้ว
ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 15 สาขา ในปีนี้วางแผนขายเพิ่มอีก 2 สาขา รวมเป็น 20 สาขา ปีหน้าจะขยายสาขาครบ 28 สาขา ปี 2555 ขยายสาขาครบ 38 สาขา และครบ 50 สาขาในปี 2556 โดยสัดส่วนของสาขาที่บริษัทลงทุนเองจะมีในสัดส่วน 1 ใน 4 ของสาขาทั้งหมด หรือประมาณ 12-13 สาขา ส่วนที่เหลือเป็นสาขาของแฟรนไชส์ โดยยอดขายของสาขาแฟรนไชส์แต่ละแห่งในปีแรกวางเป้าหมายไว้ 30 ล้านบาท และเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 20% ซึ่งเป้าหมายยอดขายรวมของบริษัทในปีนี้น่าจะทำได้ 600 ล้านบาท ส่วนรายได้คาดว่าจะทำได้ 400 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,518 1 – 3 เมษายน พ.ศ. 2553