โลตัส อัปเกรด เข็นแบรนด์นอก ยกอิมเมจ


– เทสโก้ โลตัส เขย่าวงการค้าปลีกรอบใหม่
– ส่งแบรนด์แฟชั่น F&F จากอังกฤษ สร้างภาพลักษณ์ใหม่
– หวังยกระดับภาพลักษณ์และสร้างการยอมรับให้มากขึ้น
– ฉีกหนีคู่แข่งในตลาดดิสเคานต์สโตร์ ปูทางเทียบชั้นดีพาร์ตเมนต์สโตร์

เทสโก้ โลตัส มาลุคส์ใหม่ ส่งแบรนด์แฟชั่น F&F จากอังกฤษเข้ามารุกตลาดเมืองไทย หวังยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดมากขึ้น โดยชูความเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ถือกำเนิดในประเทศอังกฤษ มีจำหน่ายเฉพาะที่เทสโก้ โดยมีการทำเซกเมนต์เป็นกลุ่มต่างๆ โดย F&F จะเป็นแฟชั่นเสื้อผ้าของคนวัยทำงานทั้งชายและหญิง F&F Blue จะเป็นแฟชั่นลำลอง และ F&F Kids จะเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็ก อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นแบรนด์จากเมืองนอก แต่ในการทำตลาดที่เมืองไทยจะใช้การผลิตในประเทศเพื่อลดต้นทุน

ทั้งนี้ ในการเปิดตัวแบรนด์ F&F ได้มีการเชิญบรรดาเซเลบริตี้มาร่วมงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พิมพิศา จิราธิวัฒน์, พิมเลิศ ใบหยก, อัญชิสา วัชรพล, จารุจิต ใบหยก และอีกหลายคน ความแปลกใหม่ในการเปิดตัวแบรนด์ F&F ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเชิญบุคคลที่เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมมาร่วมงาน แต่ยังมีการใช้สถานที่นอกห้างเทสโก้ โลตัส ในการจัดงาน โดยงานนี้จัดที่ Zense of Sky ชั้น 18 ห้างสรรพสินค้าเซน เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น สปริง/ซัมเมอร์ 2010 ด้วยการโชว์แคตวอล์ก

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ เทสโก้ โลตัส เคยมีความพยายามในการยกระดับเฮาส์แบรนด์แฟชั่นให้เป็นที่ยอมรับ โดยมีการจัดงาน เปิดตัวแฟชั่นคอลเลกชั่นใหม่กับกิจกรรม Hot off the Catwalk ซึ่งมีการทำต่อเนื่อง 2 ซีรีส์ โดยมีดารา ศิลปิน มาสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับงาน และเป็นการทำให้ผู้บริโภคยอมรับสินค้าผ่านคนดังที่มาเป็นนายแบบนางแบบให้ เช่น เอ็กซ์-ปิยะ วิมุกตายน, ต่าย-ณัฐพล ลียะวานิช, พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ซาร่า มาลากุล เลน ส่วนซีรีส์ที่ 2 มี โฬม-พัชฏะ นามปาน, ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์, จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา และพิ้งค์กี้-สาวิภา ไชยเดช มาเป็นนายแบบและนางแบบ เพื่อสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าแฟชั่นอย่างจริงจัง ผ่านคอลเลกชั่นตามเทศกาลหรือฤดูกาลต่างๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีการซื้อสินค้าแฟชั่นของเทสโก้ โลตัส มากขึ้น ทว่าการจัดงานในครั้งนั้นใช้สถานที่ในห้างเทสโก้ โลตัส

ปัจจุบันผู้บริโภคมีความละเอียด ติดตามเทรนด์แฟชั่นนำสมัยจากสื่อต่างๆ ไม่ว่า นิตยสาร ทีวี รวมถึงการแต่งกายของดาราหรือคนมีชื่อเสียง ซึ่งลูกค้าจะมองหาของดีราคาประหยัด การจัดกิจกรรมแฟชั่นโชว์โดยนายแบบ นางแบบชื่อดังจึงมีความสำคัญพอสมควรในการทำตลาดแฟชั่นในยุคปัจจุบัน

ขณะที่บิ๊กซีมีการจัดแคมเปญ Only @ Big C ทว่าไม่ได้มีการใช้ดาราดังเป็นนายแบบ นางแบบเหมือนเทสโก้ โดยบิ๊กซีต้องการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้มาซื้อเสื้อผ้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซีเพิ่มขึ้น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายแฟชั่นเฮาส์แบรนด์ให้สูงขึ้น โดยมีการทำคอลเลกชั่นฤดูกาลต่างๆ พร้อมกิจกรรมประกวดเป็นนายแบบ นางแบบ โดยใช้เสื้อผ้า Only @ Big C ซึ่งมีหลากหลายแบรนด์ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคแต่ละกลุ่มตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ (Category Drive)

นอกจากนี้บิ๊กซีมีการพัฒนาสาขาต้นแบบเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่หางดง เชียงใหม่ ด้วยการดิสเพลย์สินค้าโดยเฉพาะแฟชั่นเสื้อผ้าให้เป็นกลุ่มที่ใช้งานร่วมกันได้ หรือมิกซ์แอนด์แมตช์ เช่น การจัดเซตเสื้อผ้าคู่กางเกง กระโปรง รองเท้า หมวก รวมถึงเครื่องประดับต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งตัว ส่งผลให้เกิดการซื้อในปริมาณที่มากขึ้น ส่วนคาร์ฟูร์มีการปรับแผนกแฟชั่นให้มีความโปร่งโล่ง มีการจัดหมวดหมู่แบรนด์สินค้ามากขึ้น

อัปเกรดเฮาส์แบรนด์ สร้างชื่อ

นอกจากการใช้แบรนด์แฟชั่น F&F ยกระดับภาพลักษณ์ของเทสโก้ โลตัส แล้ว ก่อนหน้านี้ เทสโก้ มีการพัฒนาสินค้าเฮาส์แบรนด์ต่างๆ ออกมามากมาย โดยเฉพาะอาหารแช่เย็นภายใต้แบรนด์ Ready Meal ซึ่งเคยสร้างสีสันให้กับวงการมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากปรกติแล้วสินค้าเฮาส์แบรนด์จะเน้นการควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุดเพื่อทำราคาขายได้ถูกกว่าคู่แข่ง ทว่า Ready Meal กลับทำในทางตรงข้าม โดยมีการใช้ โอ๋-ภัคจีรา วรรณสุทธิ์ เป็นพรีเซนเตอร์ โดยสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณภาพสินค้า เช่นความอร่อย ขณะเดียวกันก็มีความสดใหม่เนื่องจากอาหารแช่เย็นจะเก็บได้ไม่กี่วัน ขณะที่อาหารแช่แข็งเก็บได้เป็นปี

อีกทั้ง Ready Meal ยังถือเป็นเจ้าแรกที่รุกตลาดอาหารแช่เย็น ขณะที่คู่แข่งในตลาดขณะนั้นเน้นไปที่อาหารแช่แข็งเป็นหลัก นอกจากนี้ เทสโก้ ยังใช้เครดิตของผู้ผลิตในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าคือการใช้ พรานทะเล เป็นผู้ผลิต Ready Meal ให้เทสโก้ โลตัส

ก่อนหน้านั้น เทสโก้ โลตัส ยังมีการนำคาแรกเตอร์การ์ตูนจากอเมริกาโดยซื้อลิขสิทธิ์จาก วอร์เนอร์ บราเธอร์ส นำการ์ตูน “เบบี้ ลูนี่ ทูนส์” ซึ่งได้แก่ เบบี้ บักส์, เบบี้ ทวีสตี้, เบบี้ ซิลเวสเตอร์ และเบบี้ แทซ มาวางบนบรรจุภัณฑ์กลุ่มผลิตภัณฑ์เด็ก 4 กลุ่มคือ เทสโก้เบบี้ มอยส์เจอไรซิ่ง โลชั่น, เทสโก้เบบี้ออยล์, เทสโก้แป้งเด็ก สวีทบลอสซอม&ซอฟตี้ บลู และเทสโก้สบู่อาบน้ำสำหรับเด็กสูตรอ่อนโยนปราศจากน้ำหอมและสูตรสวีทบลอสซอม เช่นเดียวกับบิ๊กซีที่ทำเสื้อผ้าเด็กมีลายการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ทำให้สินค้าเฮาส์แบรด์เหล่านั้นดูมีราคาและสะดุดตาลูกค้ามากขึ้น

การใช้คาแรกเตอร์ที่ผู้บริโภครู้จักจะเป็น Short Cut ในการดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในเชิงของ Emotional Marketing เพราะผู้บริโภคอาจนำแพกเกจจิ้งที่มีลวดลายของคาแรกเตอร์เหล่านั้นไปใช้อย่างอื่นต่อได้อีก หรืออย่างน้อยลวดลายที่สวยงามก็ช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับแพกเกจจิ้งอื่นๆ ที่ดูเรียบ

นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส ยังมีการเพิ่มเฮาส์แบรนด์ใหม่ๆ เพื่อขยายไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความงาม ซึ่งผู้บริโภคต้องการความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นจึงต้องสร้างตลาดด้วยแบรนด์อื่นแทน ซึ่งปัจจุบันเทสโก้ ได้ออกเฮาส์แบรนด์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ สกิน วิสดอม สำหรับผลิตภัณฑ์ความงามผู้ชาย โดยว่าจ้างผู้ผลิตที่ผลิตให้กับสินค้าคุณภาพส่งออกเพื่อการันตีคุณภาพให้กับผู้บริโภค เช่นเดียวกับเทสโก้ในประเทศอังกฤษที่มีการออกโปรดักส์ไลน์อัพ Tesco Finest เพื่อจับตลาดพรีเมียมโดยเน้นส่วนประกอบของสินค้าที่มีคุณภาพสูง ซึ่งมีสินค้าที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร โดย Tesco Finest เป็นหนึ่งในซับแบรนด์ของเทสโก้ที่เติบโตเร็วที่สุด และเชื่อว่าตลาดในเมืองไทยเองก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคแสวงหาสิ่งที่ดีขึ้นเสมอ ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส มีเฮาส์แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์คุ้มค่าเจาะตลาดระดับ C แบรนด์เทสโก้ เจาะตลาด B และยังมีแบรนด์ที่ใช้ชื่ออื่นๆ เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมในเซกเมนต์อื่นๆ โดยวางคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์เนมแต่มีราคาถูกกว่า 20%

ส่วนคาร์ฟูร์ที่ขับเคี่ยวกับโลตัสในการยกระดับภาพลักษณ์ของห้างให้สูงขึ้นเช่นการนำสินค้าเทคโนโลยีไฮเอนด์เข้าสู่ห้างมากขึ้น รวมถึงการทำแคมเปญ International Food Fair พร้อมกับเพิ่มมุมสินค้านำเข้า มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการยกระดับเฮาส์แบรนด์ เช่น การนำเฮาส์แบรนด์คาร์ฟูร์ที่นำเข้าจากฝรั่งเศสเข้ามาจำหน่ายเพื่อสร้างการยอมรับว่าแบรนด์คาร์ฟูร์คือแบรนด์ระดับสากล ซึ่งราคาสินค้าที่นำเข้าไม่ได้แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ มากนัก

อย่างไรก็ดี แม้จะมีการทำตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์กันมานาน ทว่าภาพลักษณ์ของสินค้าเหล่านี้ในสายตาผู้บริโภคไทยในยุคแรกยังรู้สึกว่าเป็นสินค้าราคาถูกที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะในช่วงแรกสินค้าเฮาส์แบรนด์มีการเลียนแบบแบรนด์เนม ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการจ้างบริษัทดังกล่าวผลิตสินค้าให้ด้วย บางส่วนอาจจ้างที่อื่นผลิต แต่ซัปพลายเออร์ก็ไม่กล้าโวยวายเนื่องจากดิสเคานต์สโตร์เหล่านี้ปูพรมขยายสาขาจนครอบคลุมทั่วตลาด หากมีปัญหากันจะทำให้เสียโอกาสในการขายได้ แต่สิ่งเหล่านี้ยิ่งสะท้อนภาพลักษณ์ในเชิงลบว่าเฮาส์แบรนด์เป็นของปลอม ของเลียนแบบ หลายคนอาจเคยหยิบสินค้าผิดเพราะแพกเกจจิ้งใกล้เคียงกันมาก และยังวางใกล้กันอีก ส่งผลให้เฮาส์แบรนด์ในเมืองไทยยังไม่เติบโตเท่าที่ควร การพัฒนาสินค้าเฮาส์แบรนด์เพื่อเจาะตลาดในเซกเมนต์ใหม่ๆ การนำแบรนด์จากเมืองนอกมาทำตลาดนอกจากเป็นการยกระดับเฮาส์แบรนด์ในเมืองไทยแล้ว ยังเป็นการยกระดับดิสเคานต์สโตร์ให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น

สงครามเฮาส์แบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะขายได้ถูกกว่ากันอีกต่อไป เพราะหลังจากมีการสร้างแบรนด์กันอย่างจริงจัง ทุกค่ายต่างก็หวังว่าจะเกิดแบรนด์ลอยัลตี้กับผู้บริโภคจนนำไปสู่การซื้อซ้ำ หรือซื้อในปริมาณที่มากขึ้น การสร้างคอลเลกชั่นใหม่ๆ การใช้พรีเซนเตอร์ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ จะถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น การมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลูกเล่นที่ทำให้แฟชั่นเฮาส์แบรนด์มีความหลากหลายมากขึ้น

นิวฟอร์แมต นิวทาร์เก็ต

การขยายตัวอย่างมากของบรรดาดิสเคานต์สโตร์ เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองกับซัปพลายเออร์เพื่อให้ได้สินค้าราคาถูกกว่าคู่แข่งเพื่อสามารถจำหน่ายในราคาที่แข่งขันได้ ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าปลีกท้องถิ่นที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการแข่งขัน ทำให้เกิดการเรียกร้องภาครัฐให้เข้ามาควบคุมการขยายสาขาของบรรดาดิสเคานต์สโตร์เหล่านี้ โดยเฉพาะ เทสโก้ โลตัส ที่มีการขยายสาขาได้รวดเร็วที่สุด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาฟอร์แมต สโตร์ ใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายผังเมือง โดย เทสโก้ โลตัส มีรูปแบบสาขาที่ไฮเปอร์มาร์เกต ตลาดโลตัส ร้านคุ้มค่า และโลตัส เอ็กซ์เพรส

ปัจจุบันรูปแบบสาขาทั้ง 4 แบบกลายเป็นฟอร์แมตเก่า หลังจาก เทสโก้ โลตัส มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ คือ การทำคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เซกเมนต์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย Oasis, The Park, The Garden โดย Oasis สาขาแรกเพิ่งเปิดตัวที่หมู่บ้านนิชดาธานี ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าระดับ A ส่วน The Park จับตลาดระดับ B ซึ่งทำให้เทสโก้ โลตัส สามารถเข้าไปใกล้ชิดกับลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดระดับบนที่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้บริการในสาขาต่างๆ ของเทสโก้ โลตัส มากนัก

แม้คอมมูนิตี้มอลล์ของเทสโก้ โลตัส สามารถตอบโจทย์ในภาวะที่น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง ผูบริโภคไม่ค่อยเดินทางไปไหนไกลๆ เน้นความสะดวก ทำอะไรใกล้บ้านมากขึ้น ซื้อของก็ใกล้บ้าน ทว่าคอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ เหล่านี้ดึงดูดกำลังซื้อในรัศมีใกล้ๆ เท่านั้น ประกอบกับการที่คู่แข่งก็มีการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ

โดยบิ๊กซี ซึ่งเคยมีการพัฒนาสาขาเล็กอย่างลีดเดอร์ไพรซ์ใช้คอนเซ็ปต์คุ้มค่าคุ้มราคา เน้นสินค้าเฮาส์แบรนด์ ทว่าด้วยจำนวนไลน์อัพสินค้าที่น้อย ประกอบกับในช่วงนั้นผู้บริโภคไทยขาดความเชื่อมั่นต่อสินค้าเฮาส์แบรนด์ ส่งผลให้บิ๊กซีต้องปิดร้านลีดเดอร์ไพรซ์ แล้วหันมาพัฒนาร้านสะดวกซื้อภายใต้ชื่อมินิบิ๊กซี ตลอดจนมีการพัฒนาร้านเวชสำอางภายใต้ชื่อเพรียว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีการใช้ร้านค้าเล็กๆ เหล่านี้แทรกซึมไปตามชุมชนต่างๆ

ส่วนคาร์ฟูร์ ก็มีสาขาใหญ่หลายแห่งที่พัฒนาเป็นชอปปิ้งมอลล์ ไม่ว่าจะเป็นสาขาพระราม 4, รัชดาภิเษก, ลาดพร้าว นอกจากนี้คาร์ฟูร์ยังมีการขยายสาขาในโครงการ “เวลท์ พร็อพเพอร์ตี้” ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ อยู่หน้าโครงการบ้านจัดสรร กรีนเวลท์ ทาวน์ เซ็นเตอร์ ล่าสุดมีการเปิดรูปแบบสาขาใหม่ใช้ชื่อว่า คาร์ฟูร์ ซิตี้ เป็นมินิซูเปอร์มาร์เกต ใช้พื้นที่ประมาณ 300 ตารางเมตร โดยสาขาแรกตั้งอยู่ในโครงการ เออร์เบิน สแควร์ @ ประชาชื่น

นอกจากนี้ยังมี ท็อปส์ ที่มีโมเดลหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์มาร์เก็ต ท็อปส์ซูเปอร์ และท็อปส์ เดลี่ ซึ่งรูปแบบหลังเป็นมินิซูเปอร์มาร์เกต ใช้พื้นที่ 300 ตารางเมตร ขณะที่โมเดลอื่นๆสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามความเหมาะสมของทำเลที่ตั้ง และด้วยศักยภาพของเครือเซ็นทรัล ทำให้ท็อปส์สามารถขยายสาขาไปตามศูนย์การค้าต่างๆ ในเครือเซ็นทรัล และนอกเครือได้อย่างไม่ยาก

ดังนั้น เพื่อสร้างความแตกต่างและหนีห่างคู่แข่ง เทสโก้จึงมีการผุดโมเดลธุรกิจใหม่คือชอปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่กว่า 40-50 ไร่ ด้วยงบลงทุนสาขาละ 700 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ พลัส มอลล์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดสาขาแรกที่ถนนศรีนครินทร์ สมุทรปราการ ใช้พื้นที่ 40 ไร่ ล่าสุดมีการเปิดสาขาพลัสมอลล์อย่างเป็นทางการสาขาที่ 2 ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะ บางนา กม.57 บนพื้นที่ 54 ไร่ ซึ่งนอกจากจะมีไฮเปอร์มาร์เกตของเทสโก้ โลตัส แล้วยังมีร้านค้าเช่าอีกมากมาย ที่พิเศษกว่าคอมมูนิตี้มอลล์คือมีเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างโรงภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในศูนย์ได้นานขึ้น มีสินค้าและบริการตอบสนองที่หลากหลายกว่า และด้วยขนาดที่ใหญ่ ทำให้ พลัส มอลล์ มีรัศมีในการดึงดูดผู้บริโภคไกลถึง 20 กิโลเมตร จากปรกติที่ห้างใหญ่ดึงดูดลูกค้ารัศมี 5-10 กิโลเมตรเท่านั้น

“พลัส มอลล์เป็นไซส์ที่พอดีกับชุมชน สินค้าและบริการเหมาะกับผู้บริโภคในย่านนั้นๆ มาเดินได้ทุกวัน ไม่ต้องแต่งตัวมากมายเหมือนห้างสรรพสินค้าที่มาเดินทีต้องแต่งตัวกันมากมาย แต่ที่พลัส มอลล์มาแบบสบายๆ กินข้าว ซื้อของใช้ประจำวัน มีสินค้าตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ไม่ต้องใช้แบรนด์เนมอะไรมากมาย เพราะพลัส มอลล์ มีโพซิชันนิ่งในการเป็นเนเบอร์ฮู้ด เซ็นเตอร์ที่ลูกค้ามาเดินได้ทุกวัน” วีณา อรัญญเกษม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าและสื่อโฆษณา เทสโก้ โลตัส กล่าว

ความแตกต่างระหว่างคอมมูนิตี้มอลล์กับพลัส มอลล์ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของรัศมีครอบคลุม โดยคอมมูนิตี้มอลล์อาจกินรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตร อยู่ในรัศมีที่เดินได้ เจาะตลาดชุมชนเล็กๆ ในย่านนั้นๆ ขณะที่พลัส มอลล์ใช้พื้นที่มาก จึงยากที่จะไปตั้งในเมือง สาขาของพลัส มอลล์จึงอยู่รอบนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีสินค้าและบริการที่หลากหลายกว่า มีเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างโรงภาพยนตร์ ไฮเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ใช้พื้นที่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป แต่พลัส มอลล์ บนถนนศรีนครินทร์ใช้พื้นที่มากถึง 40 ไร่ มีร้านค้าต่างๆ มากมายที่จะดึงดูดผู้บริโภคในรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร

“เรามีแผนขยายสาขาพลัส มอลล์ปีละ 1 สาขา โดยแต่ละสาขาจะมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น สาขาศรีนครินทร์กับสาขาอมตะจึงมีความแตกต่างกัน เพราะผู้บริโภคเป็นคนละกลุ่มกัน ทั้งนี้ ในการพัฒนาสาขาใหม่ๆ เราจะต้องทำให้ดีกว่าสาขาที่ผ่านมาเสมอ” สตีฟ แฮมเมทท์ ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าว

การหันมาเล่นกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมกับความพยายามในการตอบสนองทุกความต้องการก็เพื่อให้เกิดการใช้ชีวิตในห้างนานขึ้น เกิดการบริโภคภายในห้างมากขึ้น โดยหวังว่าสิ่งต่างๆ ที่ทำไปจะก่อให้เกิดแบรนด์ลอยัลตี้ และดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการถี่ขึ้น บ่อยขึ้น นานขึ้น และมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายของดิสเคานต์สโตร์เหล่านี้ ขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลดีต่อร้านค้าเช่าด้วยเช่นกัน เมื่อยอดขายดี ทราฟฟิกดี ก็จะทำให้มีรายได้จากค่าเช่าสูงขึ้นโดยไม่ยาก

ล่าสุด เทสโก้ โลตัส มีการพัฒนาโมเดลใหม่ คราวนี้มาในรูปแบบของดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ภายใต้ชื่อ Center ซึ่งสาขาแรกอยู่ที่สระแก้ว มีพื้นที่ 4,300 ตารางเมตร โดยมีการจัดดิสเพลย์สินค้าตามแผนกเหมือนห้างสรรพสินค้า และมีแคชเชียร์ประจำแต่ละแผนก

การเปิดตัวแบรนด์ F&F น่าจะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ เทสโก้ โลตัส หวังจะยกระดับขึ้นมาชนกับดีพาร์ตเมนต์สโตร์ เพราะหากจะให้แบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้ามาวางขายใน เทสโก้ โลตัส ซึ่งแม้จะมีชื่อฟอร์แมตใหม่ว่า “เซ็นเตอร์” ก็คงยากที่จะทำให้แบรนด์ดังยอมรับได้ ดังนั้น เทสโก้ โลตัส จึงต้องวางหมากทุกจิ๊กซอว์ด้วยตัวเอง เนื่องจากมีความพร้อมในทุกด้าน ที่สำคัญบริษัทแม่ที่อังกฤษมีการสร้างอาณาจักรธุรกิจมากมาย มีการสร้างสินค้าภายใต้แบรนด์ต่างๆ มากมาย F&F เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของธุรกิจเทสโก้ในอังกฤษ ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่จับตลาดพรีเมียม รอวันที่จะเข้าสู่ตลาดเมืองไทย

ทั้งนี้ หากจะมองถึงวัตถุประสงค์ของเทสโก้ โลตัส แล้ว เชื่อได้ว่าเป็นความพยายามในการอัปเกรดฐานลูกค้าเดิมของเทสโก้ โลตัส ให้มีไลฟ์สไตล์การใช้สินค้าที่ดีขึ้น แพงขึ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทมียอดขายที่เติบโตขึ้นด้วย ทว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ เทสโก้ โลตัส พยายามที่จะสร้างการยอมรับไปสู่ตลาดระดับบนควบคู่ด้วย เพราะแบรนด์ F&F ในเทสโก้ อังกฤษ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจับตลาดพรีเมียมโดยเฉพาะ

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 เมษายน 2553