‘วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ’ยกเครื่องสวนสยาม


การบริหาร สยามพาร์คซิตี้ หรือสวนสยามทะเลกรุงเทพฯ ของทายาทรุ่น2 ที่เข้ามารับไม้ต่อจากบิดาไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ผู้บุกเบิกก่อตั้งสวนสยามมาตั้งแต่ปี 2523

จวบจนสวนสนุกแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 30 ปีแล้ว ทิศทางการบริหารงานสวนสยามภายใต้เจเนอเรชันใหม่จะเป็นอย่างไร อ่านได้จากสัมภาษณ์นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพาร์ค ซิตี้ จำกัด

++ 5 ปี หวังโกยรายได้พันล.
สภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบกับลูกค้าของสวนสยามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ขณะนี้สวนสยามเริ่มได้ลูกค้าฐานเดิมกลับมา เป็นลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่เที่ยวสวนน้ำ เฉลี่ย 2 ล้านคนต่อปี แบ่งสัดส่วนได้เป็นลูกค้าสวนน้ำ 80% ลูกค้าสวนสนุก 20% ซึ่งจะเห็นว่าเพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีลูกค้าราว 1.5 ล้านคน
และสัดส่วนการใช้บริการในส่วนของสวนสนุกก็เพิ่มขึ้น จากเดิมที่สัดส่วนอยู่ที่ 90:10 ที่เป็นเช่นนี้เพราะด้วยขนาดของสวนสนุกที่เพิ่มเป็น 2 เท่าของสวนน้ำ ทำให้สวนสนุกจะรับลูกค้าได้หลากหลายกว่าสวนน้ำ ดังนั้นในอนาคตข้างหน้า จำนวนลูกค้าสวนสนุกอาจจะเป็น 2 ใน 3 คือ 65% เป็นสวนสนุก และ 35% เป็นสวนน้ำ และคาดว่าใน 5 ปีจะเห็นตัวเลขของลูกค้าในระดับ 50:50
ด้านรายได้ คาดว่าในปีนี้ จะมีรายได้ราว 500 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2552 ที่มีรายได้ 350 ล้านบาท หรือขยายตัวราว 30% และตั้งเป้ารายได้เป็นพันล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า พร้อมกันนี้ในอนาคตจะนำสยามพาร์คซิตี้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้มีความเป็นสถาบันของคนไทย ซึ่งเราอาจจะถือหุ้นส่วนหนึ่ง ถ้าไม่ถือแบบโฮลดิ้ง คัมปะนี ก็ถือในแง่ของมูลนิธิ เพื่อที่จะควบคุมไม่ให้เป็นการดำเนินงานในเชิงพาณิชย์มากจนเกินไป เนื่องจากอยากให้คนไทยเข้ามาใช้บริการสวนสยามได้อย่างมีมาตรฐาน โดยคาดว่าอีก 5 ปีจะสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้
สำหรับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในฐานะผู้ประกอบการ ย่อมได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เพราะลูกค้าก็ไม่ออกจากบ้านมาเที่ยว แต่เป็นผลในระยะสั้นเท่านั้น ในแง่ของธุรกิจแล้วเราไม่ได้ห่วงมากเท่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว เพราะสวนสยามผ่านร้อนผ่านหนาวมา 30 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็ยังอยู่ แต่สิ่งที่ห่วงคือผลกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยมากกว่า

++ติดตั้งเครื่องเล่นครบทั้ง 16 ตัว
ขณะที่แผนในการลงทุนของสวนสยามในปีนี้ ก็จะยังคงดำเนินการติดตั้งเครื่องเล่นใหม่ให้ครบทั้ง 16 ตัว เพื่อขยายฐานรายได้ในส่วนของสวนสนุกเพิ่มขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตการดำเนินงานของสวนสยามที่ผ่านมา เริ่มจากการมีสวนน้ำก่อน แม้สวนสนุกจะเริ่มมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ไม่ได้เน้นมากนัก มาดำเนินการจริงๆ ในปี 2548 ที่มีการลงทุนหาเครื่องเล่นมาลง และเริ่มต้นก่อสร้างจริงๆ ในปี 2549 ด้วยเงินลงทุนกว่า 3 พันล้านบาท พร้อมการเพิ่มเครื่องเล่นสวนสนุกอีก 16 ตัว ซึ่งเปิดให้บริการไปแล้ว 12 ตัว อาทิ เหลืออีก 4 ตัวที่ยังไม่เปิดให้บริการ แต่คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเครื่องเล่นที่เหลือได้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2554
สำหรับจุดเด่นของเครื่องเล่นที่ได้เปิดให้บริการไปแล้ว เช่น ซูเปอร์เกลียวมหาสนุก (Vortex) เป็นรถไฟตีลังกาเกลียวสว่านใหญ่ที่สุด 1 ใน 2 ของโลก ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, บูมเมอแรง รถไฟเหาะตีลังกาถอยหลัง นับเป็นรถไฟเหาะที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก, ท็อป สปิน ชิงช้าใหญ่ยักษ์สูง 15 เมตร กับความสนุกหมุนตีลังกาแนวตั้งหลากหลายรูปแบบ ผสมผสานกับการเหวี่ยงที่นุ่มนวลด้วยเทคโนโลยีระดับเวิลด์คลาส, หอคอยชมวิวลอยฟ้า (Si-am Tower) หอคอยชมวิวที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถหมุนรอบตัว 360 องศา และล่องซุงมหาสนุก (Log Flume) ที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 10 มีนาคมนี้ ซึ่งจากการเพิ่มเครื่องเล่น 16 ตัว ส่งผลให้สวนสยามมีเครื่องเล่นมาตรฐานระดับโลกรวมกว่า 30 ชนิด รวมทั้งทะเลกรุงเทพฯ ของสวนสยามยังได้รับการบันทึกจากกินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด ให้เป็นทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

++ชูคุณภาพขยายฐานลูกค้า
ส่วนเป้าหมายการบริหารสวนสยาม คือเป็นสวนน้ำและสวนสนุกที่มีมาตรฐานไม่แพ้ใครในเอเชีย รวมทั้งมีความหลากหลายที่ไม่แพ้ใครในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีราคาและความคุ้มค่าไม่แพ้ใครในโลกนี้ ในด้านคุณภาพ เรามีวิศวกรผู้ผลิตที่มีประสบการณ์มาควบคุมการติดตั้ง นอกจากนี้ยังมีวิศวกรชำนาญการมาทำการบำรุงรักษาทุกๆ 1 ปีครึ่ง และในอนาคตยังวางแผนที่จะเข้าไปมีส่วนในการได้รางวัลหรือการได้รับมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจว่าสวนสยามมีความปลอดภัยจริงๆ
พร้อมกันนี้ สวนสยามยังมีแผนในการขยายฐานลูกค้าโดยชูคุณภาพของเครื่องเล่น ที่แม้หากเทียบกันในเรื่องแบรนด์อาจจะสู้ดิสนีย์หรือยูนิเวอร์แซลไม่ได้ แต่ในแง่ของผลิตภัณฑ์ที่เรามี ลูกค้าจะได้รับสิ่งที่มีคุณภาพเหมือนกัน และไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปต่างประเทศ โดยตลาดแรกที่ตั้งเป้าในการขยายฐานลูกค้าคือกลุ่มวัยรุ่น ผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน หรือครอบครัวที่ยังไม่มีเด็กเล็ก เนื่องจากสวนสยามไม่เคยทำตลาดกลุ่มวัยรุ่นเลย จึงได้ขอคำปรึกษาจากเอเยนซีที่ทำในด้านการตลาดวัยรุ่นมาให้คำปรึกษามากขึ้น และเริ่มทำตลาดในกลุ่มวัยรุ่น ตั้งแต่มัธยมปลาย อุดมศึกษา วัยเพิ่งทำงาน โดยกลุ่มนี้จะไม่นิยมเที่ยวสวนน้ำ แต่จะนิยมเล่นเครื่องเล่น เห็นได้จากสวนสนุกเคลื่อนที่ซึ่งจะได้รับความนิยมจากกลุ่มนี้
ตลาดที่สองคือกลุ่มทัวร์ ด้วยที่ตั้งของสวนสยาม ได้เปรียบที่อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และถนนมอเตอร์เวย์ไปพัทยา ประกอบในช่วงปิดเทอมที่มีการขยายเวลาเปิดสวนสนุกเป็น 13.00-21.00 น. (ตั้งแต่ 9 มีนาคม-31 พฤษภาคม 2553) เมื่อเปิดกลางคืน ทำให้บริษัททัวร์ต้องการสถานที่ไว้พักลูกค้า สวนสยามจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ไกลจากสนามบินมาก ดังนั้นทัวร์ส่วนใหญ่ที่เป็นเรดอายคือปิดดึก แต่เช็กเอาต์จากโรงแรมเวลา 11.00-12.00 น. เช่น ทัวร์ลูกค้าจีน ไฟลต์ออกตี 2 หรือตี 3 อินเดียและยุโรปไฟลต์ออกเที่ยงคืน สวนสยามจึงเป็นจุดพักให้กับลูกค้าทัวร์ ซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาราว 5 เท่า หรือเพิ่มเฉลี่ยจาก 2-3% เป็นกว่า 10% ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา
ส่วนตลาดที่สามคือกลุ่มโรงเรียน ในด้านการว่ายน้ำที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับ ล่าสุดตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้เด็กว่ายน้ำเป็น และสวนสยามเป็นสถานที่ให้บริการทางน้ำที่เดียวในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานอเมริกันเรดคอร์ด หรือสภากาชาดอเมริกัน เป็นมาตรฐานในการช่วยชีวิตคนทางน้ำ ที่มีการอบรม เทรนเนอร์ เป็นโรงเรียนสอนว่ายน้ำให้กรุงเทพมหานคร มีนักเรียนหลายร้อยคนต่อปี และจะเพิ่มเป็นหลายพันคนในปีนี้
นอกจากนี้สวนสยามยังเป็นแหล่งทัศนศึกษาให้กับกลุ่มนักเรียน ที่ไม่ได้เน้นให้มาเที่ยวในเชิงสันทนาการอย่างเดียว แต่มีการเพิ่มทักษะความรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น เป็นการเรียนแบบ Learning by Doing เช่น การเรียนเรื่องแรงโน้มถ่วงโลก กาลิเอโอปล่อยลูกแอปเปิลลงมายังพื้น สวนสยามก็มียักษ์ตกตึก (Giant Drop) สำหรับเด็กนักเรียนที่มีความสูงถึง สามารถเล่นได้ โดยปล่อยตัวลงมาจากความสูง 75 เมตร ในการเรียนเรื่องน้ำ เราก็มีในเรื่องของคลาสเคมี เครื่องกรองน้ำ การบำรุงรักษา การดูแล เป็นต้น โดยขณะนี้ก็มีการหารือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), เนคเทค, เอ็มเทค, ไบโอเทค, สถาบันเอไอที, ม.ธรรมศาสตร์ ว่าทำอย่างไรจึงจะมีความเหมาะสมและให้มีความหลากหลายของชั้นเรียน
ตลาดที่สี่คือลูกค้ากลุ่มคอร์ปอเรต สำหรับการจัดเลี้ยง โดยสวนสนุกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดเลี้ยงประจำปีขององค์กร หน่วยงานต่างๆ ซึ่งแต่เดิมมีลูกค้ากลุ่มนี้พอสมควร แต่ปัจจุบันที่มีการพัฒนาเป็นสวนสนุกครบวงจร จึงเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามีความสนใจมากขึ้น
ขณะที่ตลาดสุดท้ายคือลูกค้ากลุ่มเอ็กซ์แพ็ก (คนต่างชาติที่มาอาศัยหรือมาเรียนในเมืองไทย) ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมากจริงๆ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้รู้สึกว่ามีความคุ้มค่ากับราคาบัตรที่ต้องจ่าย 900 บาท และเป็นลักษณะบอกต่อกันแบบปากต่อปากว่าที่สวนสยามมีโปรดักต์ที่ดีและคุ้ม โดยที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มนี้จะเดินทางไปเที่ยวสวนสนุกที่ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย แต่ขณะนี้ไม่ต้องแล้ว มาที่สวนสยาม สามารถได้สิ่งที่ทดแทนกันได้อย่างสิ้นเชิง โดยมีลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 8 เท่า หรือเพิ่มขึ้นมาราว 6-7 %
++กางแผนขยายลงทุนใหม่
สำหรับแผนการลงทุนในอนาคต หลังจากที่มีการลงทุนเพิ่มเครื่องเล่นใหม่ 16 ตัว สวนสยามยังเจรจากับบริษัท ฟอร์เรค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบจากแคนาดาว่าเราสนใจที่จะลงทุนขยายสวนน้ำ โดยเน้นเครื่องเล่นทางน้ำ จำพวกสไลเดอร์หรือเครื่องเล่นทางน้ำที่มีความท้าทายมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าออกไปอีก จากปกติทะเลเทียมจะมีลักษณะเป็นน้ำวนแบบเอื่อยๆ แต่แบบใหม่ที่บริษัทฟอร์เรคฯออกแบบจะเป็นน้ำวนที่เป็น rapid river คือน้ำจะมีความเร็วขึ้น อยู่ที่ว่าเราต้องการความแรงขนาดไหน โดยขณะนี้มองไว้สองอย่างคือว่า จะเปลี่ยนระบบน้ำวนหรือขยายพื้นที่เพิ่มออกไป และจะทำอะไรก่อน
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเดิมคือซิตี้ วอล์ก หรือเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่ใช้งบลงทุนราว 6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการขยายฐานลูกค้า ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะทำเป็นคอมมิวนิตีมอลล์, ไลฟ์สไตล์มอลล์ หรือรูปแบบอื่นๆ ซึ่งเรายังไม่ฟันธง

ส่วนความพร้อมในการลงทุน จากการหารือกับสถาบันการเงินหรือพันธมิตรในการลงทุน คงจะไม่มีปัญหามากเพราะว่าเรามีฐานลูกค้า 2 ล้านคนอยู่ในมือ และพื้นที่โซนสวนสยามเป็นพื้นที่สีส้ม สามารถสร้างศูนย์การค้าได้ ติดปัญหาเพียงเราเคยทำเฉพาะสวนสนุก ไม่เคยทำศูนย์การค้า ดังนั้นความชำนาญของเราอาจจะมีน้อย ทั้งนี้ในเรื่องหนี้สินของสวนสยามขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า 1 เท่า
ดังนั้นการลงทุนในอนาคตจะเน้นไปที่ 2 โครงการนี้เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสวนสนุกเป็นอะไรที่ต้องลงทุนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราก็มีแผนในระยะยาวว่าจะมีการเพิ่มเครื่องเล่น แต่ในขณะนี้โปรเจ็กต์การขยายสวนน้ำกับการสร้างศูนย์การค้า เพราะหากลงมือทำ ก็ใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 ปีขึ้นไป ซึ่งในความจำเป็นระยะกลางยังมีอยู่ ส่วนเครื่องเล่นของสวนสนุกในระยะสั้นขณะนี้ความจำเป็นเร่งด่วนไม่มีแล้ว เพราะได้รับการตอบสนองด้วยเครื่องเล่น 16 ตัว
ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินงานของสวนสยามในการก้าวต่อไปสู่ปีที่ 31 ด้วยฝีมือเจเนอเรชันใหม่ของตระกูลเหลืองอมรเลิศ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,512 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2553