จังซีลอน สปีดรับขาช็อปเทศ


จังซีลอนมั่นใจการเมืองส่งผลกระทบนักท่องเที่ยวระยะสั้น เดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ในตปท. ทั้งอินเดียอินโดนีเซีย เผยเป็นขาช็อปคุณภาพยอดจับจ่ายสูงกว่าคนไทย 2-3 เท่าตัว ล่าสุดเร่งเสริมพันธมิตรแบรนด์ดัง พร้อมงัดอีเวนต์บูมบรรยากาศในศูนย์อีกกว่า 100 งาน

นายประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทภูเก็ตสแควร์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะสั้นๆ โดยอาจจะชะลอหรือเลื่อนการเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย แต่จะไม่ยกเลิกการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวเริ่มเข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทยมากขึ้น อีกทั้งมีสายการบินที่บินตรงมายังภูเก็ตจึงไม่น่าวิตกแต่อย่างใด โดยพบว่าในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการในศูนย์เพิ่มขึ้นเกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ โดยมียอดนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 45,000 – 50,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 15% แบ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ 70% และกลุ่มคนโลคัลและ Expat 30% โดย 60% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป, สแกนดิเนเวีย และ 40% เป็นนักท่องเที่ยวจากเอเชีย อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย
สำหรับนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ มุ่งเน้นการผนึกพันธมิตรทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สายการบิน, ธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มบัตรเครดิตและบัตร Loyalty Card จากประเทศต่างๆอาทิ ประเทศอินเดีย, อินโดนีเซีย ฯลฯ เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ในต่างประเทศ โดยเน้นสร้าง Brand Service และการขยายช่องทางการสื่อสารทางการตลาดผ่าน Social Network ได้แก่ Facebook , Twitter และ Youtube ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถเผยแพร่ได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และต้นทุนต่ำ
โดยในปีนี้บริษัทเตรียมงบประมาณในการทำกิจกรรมด้านการตลาดไว้กว่า 42 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีก่อน โดยรูปแบบการนำเสนอเน้นการจัดอีเวนต์เพื่อสร้างสีสันและบรรยากาศภายในศูนย์ให้คึกคักรวมกว่า 100 อีเวนต์ แบ่งเป็นอีเวนต์ที่บริษัทดำเนินการเอง 85% และพันธมิตรเป็นผู้ดำเนินการ 15% อาทิ งาน Phuket Bike Week มหกรรมรวมพลคนรักบิ๊กไบค์จากทั่วโลกเดือนเมษายน, งานฟุตบอลโลก 2010, International Tattoo ในเดือนเมษายน, งานมหกรรมสุดยอดของจิ๋ว ปีที่ 3 ฯลฯ
“ในช่วงไฮ ซีซัน จะมีอีเวนต์จัดทุกสัปดาห์ แต่หากเป็นโลว์ซีซัน อีเวนต์ที่จัดจะเฉลี่ย 3 ครั้งต่อเดือน โดยจะคงคอนเซ็ปต์ East Meet West ซึ่งเป็นแบรนด์ โพสิชันนิ่งของศูนย์การค้าจังซีลอน โดยกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเป้าหมายใหม่คือกลุ่มลูกค้าอินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติมีกำลังซื้อสูงกว่าลูกค้าคนไทย 2-3 เท่า จึงเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพมาก”
นายประวิช กล่าวต่อว่า ในปีนี้จะมีร้านค้าใหม่ๆจะทยอยเปิดให้บริการ อาทิ Quiksilver & Roxy Flagship Store, B-Quick, The Coffee Club, ท็อปเจริญ Eye Center, Food Adventure, Shell World Museumพิพิธภัณฑ์เปลือกหอย, DC Shop, My Storage, ร้านอาหารอิมพอร์ตจากเกาหลี Soul Bar B Q เป็นต้น เพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของการเติบโตในภาคธุรกิจท่องเที่ยวและการขยายตัวของเมืองป่าตองด้วย โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะมีรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ใกล้เคียงกับปี 2552

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,513 14 – 17 มีนาคม พ.ศ. 2553