มัลติแบรนด์ช็อปคึกคัก โหมผุดสาขารับเทรนด์


หลังจากปั้นแบรนด์ “บิวตี้ บุฟเฟ่ต์” เข้าชิงชัยในตลาดเครื่องสำอางอย่างเงียบๆ เกือบ 4 ปี โดยเร่งพัฒนาโปรดักท์และผุดสาขาตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดรวม 78 แห่ง ประกอบกับตัวเลขการเติบโตในปี 2552 ปิดยอดขายได้ 300 ล้านบาท เป็นการเติบโตสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น ทำให้ค่ายโพลิแตนท์ พร้อมดันบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ รุกตลาดเต็มสูบ

การเข้ามาบุกตลาดเครื่องสำอางบ้านของ ‘บิวตี้ บุฟเฟ่ต์’ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มสีสันให้กับธุรกิจเครื่องสำอางมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้เล่นไทยและผู้เล่นสัญชาติโสม ต้องหันกลับมามองทุกเกมความเคลื่อนไหวของบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ร้านจำหน่ายเครื่องสำอางที่ผสมผสานระหว่างธุรกิจร้านอาหารและเครื่องสำอางไว้ด้วยกัน

นพ.สุวิน ไกรภูเบศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมนาโพลิแตนท์ ผู้บริหารร้านเครื่องสำอางบิวตี้บุฟเฟ่ต์ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเร่งรีบ ต้องการสินค้าหลากหลายในจุดเดียว ทำให้ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านในรูปแบบมัลติแบรนด์ เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย เนื่องจากเป็นเทรนด์และลูกค้ามีทางเลือกหลากหลาย

แนวทางการตลาดจากนี้ไป บริษัทได้วางกลยุทธ์เชิงรุก เป็นแบรนด์ขับเคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่ง (Dynamic) เพราะเครื่องสำอางเป็นสินค้าแฟชั่น ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจะมุ่งโฟกัสผลิตภัณฑ์ค่อนข้างมาก โดยเพิ่มฐานผลิตสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น นอกจากฐานผลิตสินค้าที่ใช้อยู่ คือ ญี่ปุ่นและเกาหลี คิดเป็นสัดส่วน 40% และบางส่วนนำวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตในประเทศไทย สัดส่วน 60% ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 100 รายการ วางตลาดทุกเดือนจาก 4 แบรนด์ กว่า 2,000 รายการ ใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ประกอบด้วย เมคอัพ มี สัดส่วน 30% สกินแคร์ 30% และแอคเซสซอรี่ 10%

บิวตี้ บุฟเฟ่ต์โหมเปิด 22 สาขา

พร้อมกันนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จักบิวตี้ บุฟเฟ่ต์มากขึ้น โดยจะจัดสรรงบ 30 ล้านบาท ในการทำตลาดโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ ควบการใช้พรีเซ็นเตอร์ สื่อสารจุดขายที่ว่า”สินค้าดี ภาพลักษณ์ดี แต่ราคาไม่แพง” พร้อมปรับรูปแบบการใช้สื่อ จากปีที่แล้วจะใช้อะโบพ เดอะไลน์ ทั้งหมด แต่ปีนี้จะเพิ่มส่วนบีโลว์ เดอะไลน์ เน้นจัดโรดโชว์สินค้าไปตามสถาบันการศึกษาและอาคารสำนักงาน เพื่อขยายฐานให้กว้างขึ้น ในกลุ่มลูกค้าคนทำงาน

“ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น 15-24 ปี จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อเป็นหลักซึ่งโปรดักท์ของบิวตี้ บุฟเฟ่ต์สามารถมัดใจลูกค้ากลุ่มนี้ได้ ดังนั้นเราต้องสร้างความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้าวัย 25-39 ปี ที่จะใช้เหตุผลในการซื้อสินค้าเป็นหลัก และมั่นใจการนำ คอนเซปต์ ’บุฟเฟ่ต์’ มาเป็นจุดขาย ภายใต้ Key Message ’ฉลาดเลือก’ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างจากคู่แข่ง จะสามารถกระตุ้นความสนใจจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี” นพ.สุวินกล่าวย้ำ

นอกจากนี้ มุ่งขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง ปีนี้วางแผนเปิดเพิ่มอีก 22 สาขา ทำให้สิ้นมีสาขาไม่ต่ำกว่า 100 สาขา เฉลี่ยใช้เงินลงทุน 2-3 ล้านบาท พร้อมทั้งปรับปรุงสาขาเก่า ให้เป็นคอนเซปต์แบบใหม่ ภายในร้านจะมีบรรยากาศความเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ยังคงความสดใสของบิวตี้ บุฟเฟ่ต์อยู่

จากการที่ให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายและหันมาหาสินค้าที่มีความคุ้มค่า คุ้มราคามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคที่เคยใช้เครื่องสำอางแบรนด์เนมจำนวนหนึ่งสวิตช์มาที่บิวตี้บุฟเฟ่ต์ และจากแนวทางต่างๆ ที่วางไว้ มั่นใจว่าสิ้นปีนี้ จะมีการเติบโตไม่ ต่ำกว่า 20% หรือมีรายได้รวม 400 ล้านบาท และตั้งเป้าภายใน 4 ปี รายได้แตะ 1,000 ล้านบาท
ชาร์มมิสตาลุยเปิดเพิ่ม 8 แห่ง

ด้านวุฒากร นุตยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวเทรนด์ ดีเวล๊อปเมนท์ จำกัด ผู้บริหารร้านมัลติแบรนด์ชาร์มมิสตา (Charmista) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทได้เปิดร้านชาร์มมิสตา ร้านขายสินค้าแฟชั่นมัลติแบรนด์ สาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ นำร่องด้วยกลุ่มเครื่องสำอางเกาหลี โทนี มอลลี (Tony Molly) กำลังเป็นที่นิยมในวัยรุ่นไทย ซึ่งราคาถูกกว่าเครื่องสำอางเกาหลี 10-20% และได้รับผลการตอบรับค่อนข้างดี เนื่องจาก เป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เร่งรีบ ต้องการแหล่งซื้อสินค้าแฟชั่นที่หลากหลายและราคาถูกที่รวมอยู่ในจุดเดียว

ดังนั้น ปีนี้บริษัทวางแผนเชิงรุกขยายตลาดมากขึ้น โดยบริษัทมีแผนเปิดช็อปโทนี มอลลีโดยเฉพาะอีก 7 ช็อป ลงทุนช็อปละ 5-8 ล้านบาท อาทิ เดอะมอลล์ บางกะปิ และงามวงศ์วาน

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 23 ก.พ. 53