‘สฟรี’ ร้านไอศกรีมแนวใหม่บทพิสูจน์ฝีมือ


แม้จะเป็นทายาทซาฟารีเวิลด์ ที่มีธุรกิจใหญ่โตต้องช่วยดูแล แต่สำหรับ “ฤทธิ์ คิ้วคชา” 1 ในเจเนอเรชัน 2 ของซาฟารีเวิลด์ ที่รั้งตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คชาบราเธอร์ส จำกัด และผู้บริหารธุรกิจร้านไอศกรีม สฟรี และพาร์เฟริโอ บาย สฟรี ไม่หยุดที่จะตามล่าฝัน โดยเฉพาะการมีธุรกิจเป็นของตนเอง โดยตลอด 3 ปีเศษที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ได้ว่า หนุ่มคนนี้มีความตั้งใจจริงในการทำงาน และพร้อมจะสร้างอาณาจักรไอศกรีมให้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

++ ทำไมสนใจลงทุนในธุรกิจไอศกรีม

จุดเริ่มต้นจริงๆ เพราะผมกับน้องชายเป็นคนชอบกินอาหาร จึงอยากเปิดร้านอาหาร แต่เมื่อศึกษาตลาดพบว่าคนไทยให้การตอบรับกระแสสินค้าญี่ปุ่น รวมถึงตลาดไอศกรีม และเมื่อศึกษาลึกลงไปกลับพบว่า ในตลาดไอศกรีมเมืองไทยยังไม่มีไอศกรีมเพื่อสุขภาพ ทั้งๆที่คนไทยบริโภคไอศกรีมเยอะมาก เพราะเป็นเมืองร้อน ขณะที่ต่างประเทศไอศกรีมที่จำหน่ายจะเป็นไอศกรีมเพื่อสุขภาพทั้งนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาและศึกษาหาไอศกรีมเพื่อสุขภาพ และเป็นจังหวะดีที่ได้พันธมิตร ซึ่งเป็นเชฟขนมหวานจากญี่ปุ่น คือ มร.อิเคดะ คาซูโตะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านขนมหวาน ไอศกรีมที่โด่งดังมากในประเทศญี่ปุ่น มีผลงานนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ไอศกรีมของญี่ปุ่น หรือไอศกรีม ซิตี้ มาร่วมเป็นพันธมิตร
โดยรูปแบบการนำเสนอร้านไอศกรีมจึงเกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Low Fat Low Sugar ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ สฟรี (Sfree) ร้านไอศกรีมร้านแรกซึ่งตั้งอยู่ที่ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิตเมื่อ 3 ปีก่อน
“ไม่ใช่ว่าเรามีเงินแล้วจะลงทุนได้ทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมาครอบครัวสอนเสมอว่าการจะลงทุนทำอะไรต้องศึกษาอย่างจริงจัง ก่อนที่จะเริ่มจึงไปดูงานต่างประเทศเยอะมาก ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี จนได้ผลิตภัณฑ์มาก็ทดลองเปิดให้บริการในซาฟารีเวิลด์ จนได้พันธมิตรซึ่งเป็นเชฟไอศกรีมจากญี่ปุ่น ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งไอศกรีมที่ขึ้นชื่อ และมีโนว์ฮาวที่ทันสมัย จึงเป็นจุดเริ่มต้นจนปัจจุบันสฟรีมีสาขารวม 7 แห่งและล่าสุดเปิดตัวน้องใหม่ชื่อพาร์เฟริโอ บาย สฟรี”

++ ที่มาของแบรนด์พาร์เฟริโอ บาย สฟรี

ร้านไอศกรีมสฟรี เป็นร้านไอศกรีมที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น เน้นจำหน่ายไอศกรีมรูปแบบใหม่ ในสไตล์พาร์เฟต์ (Parfait) ซึ่งเป็นไอศกรีมสลับชั้น มีดีไซน์ที่แตกต่างกันเหมือนเป็นงานศิลปะ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีไอศกรีมเกล็ดคริสตัลกรานิต้า (Granita) ซึ่งผลิตจากผลไม้มีรสธรรมชาติไม่ผสมหรือเจือปนซอส น้ำเชื่อม หรือสารเคมีใดๆ และภายในร้านยังจำหน่ายเครื่องดื่ม ขนมหวานหลากหลายรูปแบบ มีราคาตั้งแต่ 45-135 บาท เน้นเปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก ปัจจุบันทั้ง 7 สาขาจึงเปิดในศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต , เซ็นทรัล พระราม 3 เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล พัทยา เป็นต้น มีสมาชิกกว่า 2,000 ราย
ขณะที่พาร์เฟริโอ บาย สฟรี เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่บริษัทเปิดให้บริการในรูปแบบสแตนด์ อะโลน ภายใต้แนวคิดร้าน Dessert Café’ ครบวงจร โดยมีกาแฟ ไอศกรีมและของหวานรวมกว่า 150 รายการ ปัจจุบันเปิดให้บริการสาขาแรกที่กลางซอยสุขุมวิท 24 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ชื่นชอบการรับประทานของหวาน โดยมีระดับราคาตั้งแต่ 89-169 บาท
ด้านกลยุทธ์การตลาดบริษัทจะนำเสนอเมนูใหม่ออกสู่ตลาดทุกเดือนเฉลี่ย 4-5 เมนู โดยมีความพิเศษที่เป็นเมนูแฮนด์เมด หายาก และมีจำนวนจำกัด เช่น เมนูวาเลนไทน์ Shortcake , Love in Balace ส่วนในเดือนมีนาคม จะนำเสนอในธีม Edutainment เป็นต้น
“ทิศทางของแบรนด์สฟรี และพาร์เฟริโอ บาย สฟรี เน้นลูกค้าที่ใส่ใจต่อสุขภาพและชื่นชอบไอศกรีม จึงมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง และเมื่อมาที่นี่จะไม่ผิดหวังและสามารถเลือกรับประทานของหวานที่ชื่นชอบได้อย่างไม่ต้องกังวล”

++ แผนการลงทุนในอนาคต

สำหรับทิศทางในการขยายการลงทุนในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่ม 10 แห่ง แบ่งเป็นร้านไอศกรีมสฟรี 9 สาขา อาทิ พาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ เป็นต้น และพาร์เฟริโอ บาย สฟรี 1 สาขาในรูปแบบสแตนด์ อะโลน โดยแต่ละสาขาจะมีพื้นที่ตั้งแต่ 60-120 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน 5-10 ล้านบาทต่อสาขาขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ นอกจากนี้บริษัทจะเสริมการให้บริการดีลิเวอรี ในพื้นที่ใกล้ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า ขณะที่การลงทุนในโรงงานผลิตไอศกรีม ซึ่งเพิ่งขยายโรงงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตในปีนี้ อาจจะต้องมีการรีวิวแผนอีกครั้งในไตรมาส 3 เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายสาขาที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
“บริษัทไม่มีแนวคิดในการขายแฟรนไชส์ เพราะเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมในการลงทุน ซึ่งเราเองมีทุนที่เพียงพอ และต้องการดูแลแบรนด์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งธุรกิจอาหาร ไอศกรีมเรื่องของคุณภาพมีความสำคัญมาก ที่บริษัทของเราจึงมีศูนย์อบรมพนักงาน ในการทำไอศกรีม การตกแต่งไอศกรีม โดยเชฟญี่ปุ่นจะเป็นผู้เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะการทำไอศกรีมแต่ละถ้วยให้สวยงาม ถือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง”
ส่วนแผนการขยายธุรกิจในอนาคต แนวคิดที่จะลงทุนในธุรกิจร้านอาหารยังคงมีอยู่เช่นเดิม แม้ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยจะเกิดขึ้นจำนวนมากแต่กระแสนิยมในอาหารญี่ปุ่นเชื่อว่าจะยังคงมีอยู่ และขณะนี้บริษัทก็ยังคงศึกษาและเฟ้นหาสินค้าที่จะนำเสนอต่อเนื่อง โดยร่วมกับพันธมิตรเช่นเดิม เนื่องจากอาหารญี่ปุ่นมีความหลากหลาย และยังมีอาหารญี่ปุ่นสไตล์ใหม่ๆ อีกจำนวนมากที่คนไทยยังไม่เคยได้ลิ้มลอง ซึ่งบริษัทเองก็รอดูจังหวะเมื่อตลาดพร้อมและมีความต้องการก็จะนำเสนอทันที
“ตลาดไอศกรีมและอาหารในเมืองไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเติบโตได้อีกมาก แม้มีแบรนด์ต่างๆ จำนวนมาก แต่ก็มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสในการทำธุรกิจ ขณะที่นโยบายของบริษัทมุ่งนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ การสร้างแบรนด์จึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,506 18-20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553