เพิ่มจุดขาย1พันแห่งใน3ปีข้างหน้า


ชื่อไก่ย่าง 5 ดาวคุ้นเคยกับคนไทยมายาวนาน การเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้ ” 5 ดาว” เป็นที่รู้จักของคนไทย ยังทำให้ธุรกิจเติบใหญ่ และจำเป็นต้องสรรหาโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ในวันนี้ 5 ดาวจะต้องมีทั้งธุรกิจไก่ทอด ข้าวมันไก่ และที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเร็วๆนี้ คือ 5 ดาวบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง และ 5 ดาวเรดดี้ มีล ภายใต้การนำของ “สถิต สังขนฤบดี” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

++ แนวคิดในการขยายธุรกิจ

ตลาดในประเทศไทย ธุรกิจไก่ย่าง ไก่ทอดได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้เมื่อไก่ย่าง 5 ดาว ขยายไลน์มาสู่ไก่ทอด 5 ดาวเมื่อ 3 ปีก่อน เติบโตและขยายอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันไก่ย่างมีจุดขายมากกว่า 2,500 จุด และไก่ทอดมีจุดขายกว่า 900 จุด แต่หากพิจารณาดูจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภทนั้นไม่ใช่อาหารที่คนไทยเลือกรับประทานทุกวัน ต่างจากก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวมันไก่ และด้วยความที่ซีพี เชี่ยวชาญด้านไก่ จึงคิดพัฒนาเป็นเมนูข้าวมันไก่ขึ้นมา แต่ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะทำ เรามีการเทสต์ตลาดเพื่อทำวิจัยและพัฒนามาถึง 1 ปีเต็มปรับสูตรไก่ น้ำจิ้ม ข้าว จนออกมาเป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้
ซึ่งเมื่อได้ออกจำหน่ายลูกค้าให้การตอบรับดีมาก เกินที่คาดหมายไว้ เพราะเฉลี่ยมียอดขายสูงถึง 200-300 จานต่อวัน สูงกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะขาย 180 จานต่อวัน ทำให้บริษัทเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น หาดใหญ่ ฯลฯ โดยล่าสุดบริษัทได้ปรับเป้าหมายในการขยายจุดขายเป็น 300 จุด จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 150 จุด จุดเด่นของข้าวมันไก่ 5 ดาว นอกจากเรื่องของคุณภาพอาหาร ที่มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน และสามารถดำเนินการได้สะดวก ยังมีเรื่องของ
แฟรนไชส์ที่ลงทุนด้วยมูลค่าเพียง 20,000 บาท โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะขยายจุดขายเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 แห่งใน 3 ปีข้างหน้า

++ เป้าหมายยอดขายในปีนี้

ส่วนธุรกิจใหม่ที่จะเห็นในปีนี้ อีก 2 ธุรกิจคือ 5 ดาวบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่และ 5 ดาว เรดดี้ มีล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองตลาด เพื่อศึกษาและพัฒนาให้ถูกปากคนไทยมากขึ้นก่อนที่จะเปิดขายเป็น
แฟรนไชส์ให้กับเถ้าแก่เล็ก หรือผู้สนใจทำธุรกิจของตนเอง
นโยบายของบริษัทคือการสนับสนุนเถ้าแก่เล็กให้มีธุรกิจเป็นของตนเอง และอยู่ได้ยั่งยืน ดังนั้นการลงทุนต่างๆ จึงต้องไม่สูงนัก และต้องมีกำไรไม่มากเกินไป เพราะเมื่อขายได้ในปริมาณที่มากก็จะได้กำไรมากขึ้น ซึ่งผู้ร่วมธุรกิจกับซีพี จะ win win ทั้ง 2 ฝ่าย จากในอดีตที่บริษัทเคยทำเองทั้งหมด คือจ้างพนักงานเอง ซึ่งพบว่ามีจุดอ่อนมากมาย ทั้งความขยัน ความอดทน และขาดความใส่ใจในความเป็นเจ้าของกิจการ สู้เจ้าของธุรกิจไม่ได้ ที่มุ่งทำเพื่อสร้างยอดขายและเน้นเซอร์วิสที่ดีกว่า จึงปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเถ้าแก่เล็ก และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ดังนั้นนโยบายของบริษัทจึงมุ่งสนับสนุนผู้ลงทุนรายย่อยเป็นหลัก อย่างไรก็ดีในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายจุดขายใหม่เพิ่มขึ้นอีก 700 จุด จากปีก่อนที่ขยายรวม 300 จุด ส่งผลให้มีจุดขายทั้งสิ้น 3,500 จุด จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 3,350 จุด ซึ่งเป็นการรีวิวแผนใหม่หลังจากที่ข้าวมันไก่ 5 ดาวได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง และหากกระแสยังดีต่อไป อาจจะมีการรีวิวแผนอีกครั้ง ขณะที่ยอดขายในปีนี้ตั้งเป้าที่จะมียอดขาย 4,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนที่มียอดขาย 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากธุรกิจไก่ย่าง 70% และไก่ทอด 30% ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากที่เดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 20%

++ แผนการลงทุนของ 5 ดาว

ด้านแผนการลงทุนในปีนี้บริษัทมีแผนจะลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับกับความต้องการของลูกค้า โดยปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตรวม 3 แห่ง ได้แก่ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และร้อยเอ็ด ส่วนโรงงานแห่งใหม่จะตั้งอยู่ที่นครราชสีมา เพื่อแทนที่โรงงานร้อยเอ็ด มีพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นจากโรงงานเดิม 4 เท่า โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไก่ย่าง 60,000 ตัวต่อวัน ไก่ทอด 10,000 ตัวต่อวัน และไก่จ๊อ 600-700 ตันต่อเดือน
ขณะที่ตลาดในต่างประเทศ ในปีนี้บริษัท มีแผนที่จะขยายการลงทุนไก่ย่างและไก่ทอดเข้าไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรมาก และมีความต้องการสูง จากปัจจุบันที่มีจำหน่ายในพม่า บังกลาเทศ เวียดนาม ลาว เป็นต้น
“ซีพีเอฟ โฟกัสลูกค้าระดับกลาง – ล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นฐานใหญ่ของประเทศ มีปริมาณและความต้องการบริโภคสูงมาก การจำหน่ายจึงเน้นที่ความคุ้มค่า คุ้มราคา”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,505 14-17กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553