“ซีพีเอ็น” ชูยุทธศาสตร์ 2015 ค้าปลีก-คู่แข่ง-ตลาด-อาฟต้า


คงไม่บ่อยนักที่หัวเรือใหญ่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า “กอบชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จะเล่าเรื่องราว การก้าวขึ้นสู่ผู้นำธุรกิจศูนย์การค้าเมืองไทย

ไม่เพียงแต่สูตรสำเร็จสำหรับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลอด 30 ปีแล้วนั้น “กอบชัย” ยังได้ฉายภาพการเติบโตของกลุ่มหลังจากนี้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ 2015 แผนงานระยะ 5 ปี เมื่อการแข่งขันของตลาดเปิดกว้างในทุก ๆ ด้าน ทั้งสินค้าและบริการจากคู่แข่งต่างชาติที่พร้อมเคลื่อนทัพเข้ามาเป็นทางเลือกและแย่ง ส่วนแบ่งในตลาด

“ช่วงเวลา 5 ปีไม่นานเลย สิ่งที่เราต้องทำเพื่อรับมือกับการเปิดเสรีทางการค้าในทุก ๆ ด้านที่จะเข้ามาโดยเฉพาะกลุ่มประชาคมอาเซียน สิงคโปร์ มาเลย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เข้ามาแน่ ๆ เราต้องปรับยุทธศาสตร์รับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น”

เพราะขนาดตอนนี้ตลาดยังไม่เปิดประตูเสรีเต็มที่ การแข่งขันในธุรกิจยังรุนแรง ดุเดือด และร้อนแรง

แม้ว่ากอบชัยจะไม่ได้บอกตรง ๆ การแข่งขันดังกล่าวคืออะไร แต่พอจะคาดเดาได้ว่าเป็นการเปิดเสรีธุรกิจบริการ- ท่องเที่ยวตามข้อตกลงเขตการค้าอาฟต้า

“กอบชัย” เล่าว่า สูตรการทำงานเริ่ม ตั้งแต่การวางแผนงานที่ชัดเจนให้ทีมงานเห็นถึงเป้าหมายที่จะเดินไปร่วมกันควบคู่กับการปรับโครงสร้างบริษัทให้แข็งแรงและมีศักยภาพ เพื่อให้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดีแต่ซีพีเอ็นต้องเติบโตให้ได้และต่อเนื่อง ไม่ว่าการสร้างรายได้ให้เติบโตมั่นคง มีกำไรเพิ่มขึ้นและรักษาฐานลูกค้าไว้เหนียวแน่นควบคู่กับการดูแลหลังบ้านเพื่อลดต้นทุนในรูปแบบต่าง ๆ

“การทำธุรกิจเราไม่อาจมองและวางแผนงานแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ ปีนี้ภาพรวมต่าง ๆ ของเศรษฐกิจและการเมืองไทยก็คงไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา แนวโน้มอาจ ผงกหัวดีขึ้น เพราะตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาร้านค้าขายของดีขึ้น ถ้าไม่มีอะไรทางการเมืองปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ดี ในฐานะคนค้าคนขายเราต้องพร้อมเจอกับ permanence crisis ทุกเมื่อ”

ล่าสุด แผนการลงทุนใหม่ของซีพีเอ็น ที่เสนอต่อบอร์ดบริหารครอบคลุมทั้งการลงทุนในระยะ 5 ปี และความคืบหน้าการลงทุนในเมืองจีนกลางปีนี้ หลังผลเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นรุดหน้า

บอสใหญ่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ชี้ว่า “วิกฤตการณ์ถาวร” เป็นภาวะที่พ่อค้าแม่ค้าในธุรกิจต้องเจอกับปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้ามาทำให้ปวดหัวและต้องหาทางแก้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกที่ไม่รู้ว่าต้องเจอกับปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกอย่างไรและเมื่อไหร่ ย้อนภาพ กลับไปเหมือนเมื่อตอนปลายปี 2008 ที่ปิดสนามบิน ทุกอย่างช็อกมากและเร็วมาก ไม่มีใครรู้ นักท่องเที่ยวหายหมด ทั้ง ๆ ที่ตอนต้นปีทุกอย่างยังดี

ช็อกถึงขนาดที่ว่า กลุ่ม

เซ็นทรัลต้องรีวิวแผนลงทุนอยู่เนือง ๆ ว่าจะ “รุก” หรือ “รับ” ดี

การตกอยู่ใน permanence crisis มันก็เหมือนสถานการณ์ล่องแก่ง ต้องดูโขดหินตลอดเวลา เพื่อให้เรือผ่านไปให้ถึงปลายทางให้ได้ เมื่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้างทำให้ต้องระแวดระวังตัวตลอดเวลา ก็เหมือนการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่ต้อง ประคับประคองเพื่อส่งต่อธุรกิจไปให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

ที่สำคัญไม่แพ้กัน หลักของการขับเคลื่อนองค์กรต้องมี “Passion และความเชี่ยวชาญ” ในงานที่ทำ “กอบชัย” เล่าว่า การเติบโตจากธุรกิจห้างสรรพสินค้าเมื่อ 62 ปีก่อน กลายเป็นความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจของซีพีเอ็น เพราะไม่เพียงศูนย์การค้าแต่ยังรวมถึงเครือข่ายแข็งแกร่งที่ก้าวเดินไปด้วยกัน อาทิ เซ็นทรัลรีเทล เซ็นทรัลโรงแรม เซ็นทรัลฟู้ด และซีเอ็มจี ทำให้การจะเปิดศูนย์ใหม่ที่ไหนก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้เช่า แบรนด์สินค้าและชอปเปอร์

ซึ่งการที่ “ศูนย์จะติด” หรือไม่ในตลาดนั้น จากประสบการณ์ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่มองภาพว่ารถจะเลี้ยวเข้า-ออกตรงไหน พฤติกรรมการเดิน-ทราฟฟิกของลูกค้า การสร้างบรรยากาศอย่างไรก็เกิดมู้ดช็อปปิ้ง และเติมกิมมิกใส่สีสันทางการตลาดใหม่ ๆ เข้ากระตุ้น ต่อเนื่อง

รวมไปถึงการระดมสมองทีมงานและวางแผนงานถึงแนวทางที่จะต้องเติบโตให้ได้ท่ามกลางวิกฤต การพูดคุยและหาความรู้จากบริษัทต่างชาติระดับโลก อย่างเนสท์เล่หรือยูนิลีเวอร์ เป็นสิ่งที่ซีพีเอ็นทำอย่างตลอดเพื่อดูแนวทางการเติบโตและยุทธศาสตร์ keep moving ว่าเค้าทำอย่างไรเพื่อเอามาปรับใช้

ควบคู่กับความเชี่ยวชาญและชำนาญแล้วนั้น “Passion” ความหลงใหลและรักในสิ่งที่ทำ กลายเป็นหัวใจหลักสำหรับการทำงาน “กอบชัย” เล่าว่า ทุก ๆ เช้าที่ตัว เค้าเองตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่อยากทำงานและคิดถึงงานที่จะต้องทำตลอดเวลา คิด…คิด…คิดไม่หยุดว่าจะทำอะไร อย่างไรบ้าง แม้กระทั่งไปท่องเที่ยว พักผ่อน พักร้อนงานก็อยู่ในหัวตลอด

“ไม่ใช่ว่าเป็นความบ้างาน แต่คิดว่าสิ่งที่ทำมันไม่ได้เป็นแค่งานหรือหน้าที่ แต่มีความสุขที่ได้คิดและทำ”

จึงไม่แปลก ถ้าเดิน ๆ ในศูนย์การค้าแล้วจะเห็น “ผู้ชายใส่แว่นตัวสูง” ยืนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ เฝ้ามองผู้คนเดินไป-มา เพราะกำลังทำงาน-เก็บข้อมูล-ดูพฤติกรรมลูกค้า ละเอียดถึงขนาดว่าถ้ามากันเป?นกลุ่ม-มาคู่-มาเดี่ยว แล้วลูกค้าเดินเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาซึ่งล้วนมีความหมายในทางธุรกิจทั้งนั้น

วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4182 ประชาชาติธุรกิจ