โคโคโร่ เปิดคอนซัลต์ฯลงทุนร้านกาแฟ


“โคโคโร่ เบฟเวอเรจ” มั่นใจธุรกิจกาแฟยังเติบโตได้ ผันตัวเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนร้านกาแฟครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ-ทำเลที่ตั้ง พร้อมปั้น 2 แบรนด์ “ดิ เอสเพรสโซ บาร์-หอมละมุน” เผยเล็งนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศหลังภาษีส่อเค้าลดลง ยกระดับมาตรฐานกาแฟเข้มขึ้น ตั้งเป้าสิ้นปีรายได้โต 50%

นายนิรันดร์ ทับทิมคุณา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโคโร่ เบฟเวอร์เรจ จำกัด ผู้บริหารร้านกาแฟโคโคโร่ , ดิ เอสเพรสโซ บาร์ และหอมละมุน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจกาแฟจะยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องในปี 2552 จากทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยที่ลงทุนเอง โดยพบว่าผู้ประกอบการรายย่อยบางรายยังขาดความชำนาญทั้งด้านการออกแบบ การตกแต่งร้าน รวมถึงด้านมาตรฐานเครื่องดื่ม และการตลาด บริษัทจึงมีแนวคิดในการให้บริการรับคำปรึกษาด้านการลงทุนธุรกิจร้านกาแฟแบบครบวงจร สำหรับผู้สนใจลงทุน ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ การสรรหาทำเล การออกแบบตกแต่งร้าน การพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม รวมถึงการวางแผนการตลาด โดยจะมีการรวมกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟรายย่อยมาไว้ด้วยกัน เพื่อจัดทำโปรโมชันร่วมกันซึ่งจะทำให้มีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย

“บริษัทมีฐานลูกค้าจากร้านกาแฟที่สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัทรวมกว่า 100 สาขา ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเติบโตกว่า 100% ขณะที่ร้านกาแฟภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองมีการเติบโตกว่า 50% และแนวโน้มการขยายตัวของร้านกาแฟแบรนด์ย่อยที่ยังคงมีต่อเนื่องจะทำให้มียอดสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยร้านกาแฟเหล่านี้ถือเป็นฐานลูกค้าสำคัญที่บริษัทจะสร้างเป็นเครือข่าย โดยร่วมเป็นพันธมิตรในการจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรโมชันให้กับลูกค้า ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะไปใช้บริการร้านใด หากอยู่ในเครือข่ายเดียวกันก็จะได้รับสิทธิพิเศษเหมือนกัน ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้ถี่ขึ้น”นายนิรันดร์กล่าวและว่าบริษัทได้ขยายธุรกิจ โดยจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ชื่อ บริษัท โคโคโร่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เพื่อให้บริการการออกแบบโลโก ดีไซน์ โบรชัวร์ และเว็บไซต์ ให้กับธุรกิจต่างๆ ทั้งร้านกาแฟ ร้านบูติก เป็นต้น โดยเฉพาะร้านกาแฟเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้เร็ว แข่งขันกับธุรกิจร้านกาแฟที่ในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพมากขึ้น เพราะหากทำแบบฉาบฉวยจะทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบจากต่างประเทศ หลังจากที่ภาษีเมล็ดกาแฟดิบมีแนวโน้มที่จะลดลง จากการปรับลดภาษี ส่งผลให้บริษัทสามารถพัฒนาเมนูใหม่ๆ เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า และเป็นการยกระดับกาแฟให้เทียบเท่ากับแบรนด์พรีเมียมได้ โดยปัจจุบันเมล็ดกาแฟดิบนำเข้าจากต่างประเทศจะต้องเสียภาษีกว่า 90%
สำหรับนโยบายของบริษัทในปีนี้มุ่งเน้นการขยายธุรกิจใน 2 แบรนด์ได้แก่ ดิ เอสเพรสโซ บาร์และหอมละมุน โดยเปิดให้ผู้สนใจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์เป็นหลัก ขณะที่การขยายสาขาของโคโคโร่ จะขึ้นอยู่กับทำเล หากมีทำเลที่น่าสนใจถึงจะลงทุนเปิดให้บริการ ทั้งนี้รูปแบบการลงทุนมีทั้งแบบ เคาน์เตอร์ขนาดเล็ก ใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 38,000 บาท เคาน์เตอร์ขนาด 1.5-1.8 เมตร ใช้เงินลงทุน 44,000 – 70,000 บาท คีออส ขนาด 10-15 ตร.ม. ใช้เงินลงทุน 1 – 3 แสนบาท ร้านแบบสแตนด์อะโลน ขนาด 30-70 ตร.ม. ใช้เงินลงทุน 2-7 แสนบาท และร้านสแตนด์อะโลน ขนาดตั้งแต่ 70 ตร.ม. ขึ้นไปใช้เงินลงทุน 1-3 ล้านบาท

นายนิรันดร์กล่าวต่อไปว่า รายได้ของบริษัทปัจจุบันมาจากการจำหน่ายวัตถุดิบ 70% และจากธุรกิจร้านกาแฟ 30% อย่างไรก็ดีในปีนี้คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นจากการให้บริการรับคำปรึกษาการลงทุนธุรกิจกาแฟด้วย โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเติบโตกว่า 50%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,497 17 -20 มกราคม พ.ศ. 2553