เชสเตอร์ กริลล์…มองมุมบวก นักลงทุนยังสนใจธุรกิจแฟรนไชส์


ธุรกิจอาหารยังเป็นธุรกิจเรือธง เพราะไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะถดถอย ตกต่ำ เติบโต หรือเฟื่องฟู !
เห็นได้จากปีที่แล้ว ที่สภาพเศรษฐกิจเมืองไทยเจออุปสรรคทั้งภายนอกประเทศและในประเทศ สภาพโดยรวมของธุรกิจอาหารของหลาย ๆ บริษัทก็ยังมีการเติบโต แม้ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่ลดลงก็ตาม ซึ่งเชสเตอร์ กริลล์ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด สัญชาติไทยก็เช่นเดียวกัน ที่อาจจะได้รับผลกระทบยอดขายลดต่ำลงมากในช่วงครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว แต่พอครึ่งปีหลังยอดขายก็ตีตื้นดีดกลับมาเติบโตได้ แถมยังมีแรงเหวี่ยงที่แรงยาวข้ามมาถึงปีเสือ ทั้งในด้านยอดขายและการขยายสาขาในรูปแบบของแฟรนไชส์

โดย สุวัฒน์ ทรงพัฒนะโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ได้ร่วมกับ อำนาจ กัลยาณคุณาวุฒิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และ อมร อำไพรุ่งเรือง ผู้จัดการสำนักพัฒนาธุรกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางธุรกิจของเชสเตอร์ กริลล์ ตลอดจนมุมมองเศรษฐกิจกับความเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายย่อย ที่มีผลต่อการขยายธุรกิจแฟรนไชส์

“ผมมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้โดยรวมน่าจะดีและเติบโตกว่าปีที่แล้ว ปัจจัยหนึ่งที่เชื่อมั่นอย่างนี้ก็คือ ยอดขายในช่วงปลายปีที่แล้วเติบโตดีขึ้น และมีแรงเหวี่ยงมาข้ามปีจนถึงปีเสือ

ซึ่งถ้าการเมืองปกติอีกปัจจัยหนึ่ง ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตแน่นอน” สุวัฒน์กล่าวและว่า

แต่ถึงแม้การเมืองเวลานี้สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ทางทีมบริหารเชสเตอร์ กริลล์ก็มองว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อคนไทยมากนัก

“ผมมั่นใจว่า ณ เวลานี้ ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่จะปรับตัวได้แล้วกับสถานการณ์การเมืองของไทย กับภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มสี ต่าง ๆ หรือถ้าพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ คนไทย เริ่มจะชินและเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว เพราะฉะนั้นในแง่ของการลงทุนใหม่ ๆ ของนักลงทุนรายย่อยต่อธุรกิจแฟรนไชส์จึงไม่น่าจะมีผล”

อมรกล่าวว่า ผมมองว่านักธุรกิจรายย่อยเวลานี้มี 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มองวิกฤตเป็นโอกาส นักลงทุนกลุ่มนี้จะชอบลงทุนช่วง วิกฤต เพราะมองว่ามีปัจจัยบวกหลาย ๆ ด้าน ทั้งในเรื่องราคาสินค้าที่ถูก ใช้เงินลงทุนที่ต่ำ เพื่อรอรับโอกาสที่ฟื้นกลับได้ทันที

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มองว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว ซึ่งปีนี้หลาย ๆ องค์กรก็มองตรงกัน ที่สำคัญแฟรนไชส์เชสเตอร์ กริลล์ ใช้เงินลงทุน 3-5 ล้านซึ่งไม่ได้สูงมาก จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาตัดสินใจไม่ยาก

“ปีนี้เราตั้งเป้าขยายสาขาขั้นต่ำ 20 สาขา ซึ่งแค่เดือนแรกของปีนี้มีการเซ็นสัญญาไปแล้วกว่า 10 สาขา โดยเป็นลูกค้าติดพันมาจากปีที่แล้ว ปีที่แล้วเศรษฐกิจไม่ดี ก็สามารถเปิดสาขาใหม่ได้ 20 สาขา”

ส่วนในมุมของผู้บริโภค ถึงแม้ว่าจะมีความเคยชินกับปัญหาทางการเมือง แต่ในแง่ของธุรกิจอาหารที่มีการแข่งขันที่สูงเพื่อช่วงชิงและดึงดูดให้ลูกค้าเข้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเชสเตอร์ กริลล์ก็ต้องทำด้วยโดยการเพิ่มฐานลูกค้า หาลูกค้าใหม่ ๆ นอกเหนือ จากการใช้โปรโมชั่นลด แลก แจก แถม

อำนาจกล่าวว่า ปีนี้ภาพลักษณ์การเปลี่ยนแปลงโพซิชันนิ่งของเชสเตอร์ กริลล์ อาจจะยังไม่เห็นชัดเจนนักในการขยับขยายกลุ่มเป้าหมายจากกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน กลุ่มแฟมิลี่ แต่คาดว่าภาพดังกล่าวจะเห็นชัดในช่วงปลายปี สำหรับสาขาใหม่ที่จะมีการออกแบบ จัดโซน โดยการจัดแบ่งพื้นที่ให้มีพื้นที่เล่นของเด็กด้วย

การขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้าแฟมิลี่นั้นจะทำในทุกส่วน ตั้งแต่เรื่องของเมนูที่นอกจากจะมีข้าว มีไก่ย่างแล้ว ก็จะมีทอด มีเบอร์เกอร์ มีสปาเกตตี ฯลฯ คือต่อไปเมนูในร้านจะ เป็นเมนูที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับ ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแฟมิลี่มากขึ้น

โดยภาพดังกล่าวจะทยอยให้เห็นชัดภายใน 3 ปีนับจากนี้ ซึ่งนอกจากเมนูที่สามารถทำได้เลย ในส่วนของหน้าตาของร้านก็จะมีการปรับเปลี่ยนโดยใช้ดีไซน์

นอกจากนี้ในส่วนของซับแบรนด์ก็จะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีเชสเตอร์ คอฟฟี่ อยู่แล้ว

สุวัฒน์กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาธุรกิจกาแฟยอดขายตกมาก เพราะเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก จะเห็นว่ามีร้านกาแฟหันมาใช้กลยุทธ์ราคากันมาก จนกลายเป็นภาพลักษณ์ที่กู่ไม่กลับ ฉะนั้นสำหรับปีนี้การขยายเชสเตอร์ คอฟฟี่ จึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามโอกาสทางการตลาดและความเป็นไปได้

“โพซิชันนิ่งของเชสเตอร์ คอฟฟี่ จะขยายคู่ไปกับร้านเชสเตอร์ กริลล์ เมื่อศักยภาพทำเลเอื้ออำนวย และไม่มีนโยบายตั้งแบบสแตนด์อะโลน ขณะเดียวกันก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของแฟรนไชซีหรือเปล่าด้วย ถ้าสนใจและศักยภาพทำเลถึงก็ลงทุน โดยบริษัทก็คิดค่าแฟรนไชส์เพิ่ม 80,000 บาท จากเดิมที่เรียกเก็บค่าฟีสำหรับเชสเตอร์ กริลล์ ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ถ้าต่ำกว่า 100 ตารางเมตร เรียกเก็บ 400,000 บาท แต่ถ้าพื้นที่เกิน 100 ตารางเมตร เรียกเก็บ 600,000 บาท”

ขณะเดียวกันก็กำลังศึกษาแบรนด์ใหม่มาเพิ่มเติมด้วย โดยมีโพซิชันนิ่งเดียวกันกับเชสเตอร์ คอฟฟี่

“เป็นการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสให้กับแฟรนไชซี ในเรื่องของรายได้และการใช้ทำเลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดก็คือกับสาขาที่เชสเตอร์มีอยู่ในปัจจุบัน 150 สาขา และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าไม่เหมาะกับเชสเตอร์ คอฟฟี่ แล้วจะเป็นอะไร ซึ่งอาจจะเป็นเบเกอรี่ ไอศกรีม หรืออื่น ๆ ที่จะสามารถมาเป็นส่วนเสริมได้”

สุวัฒน์กล่าวตอนท้ายว่า ปัจจุบันโครงสร้างต้นทุนหลักของร้านอาหารมี 3 ตัวหลัก ๆ คือ ต้นทุนอาหาร ต้นทุนพนักงาน และต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งถ้าค่าเช่าถูกโอกาสได้กำไรก็สูง แต่โดยรวมแล้วก็วิ่งอยู่ที่ 5-20% (กำไรสุทธิ) ทำให้ธุรกิจอาหารยังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ถ้าเศรษฐกิจมีแนวโน้ม เติบโต ธุรกิจอาหารยิ่งได้รับความสนใจ

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4176 ประชาชาติธุรกิจ