“ดิโอโร่”เข้มกลยุทธ์ซีอาร์เอ็ม ผนึกเชลล์ผุดสาขารับศก.ฟื้น


“ดิโอโร่” เดินหน้ารุกตลาดกาแฟต่อเนื่อง เข้มกลยุทธ์ซีอาร์เอ็มตรึงลูกค้าเก่า ควบคู่สร้างแบรนด์หวังขยายฐานลูกค้าเพิ่ม เผยแผนผุดสาขาใหม่ไม่หวือหวา เน้นยึดทำเลทองปั๊มเชลล์ มั่นใจเศรษฐกิจ-กำลังซื้อฟื้นตัว เตรียมส่งออก “อมก๋อย เอสเตท” บุกต่างประเทศ

นายวีระเดช สมบูรณ์เวชชการ ประธานกรรมการ บริษัท โกลเด้นครีม จำกัด เจ้าของร้านกาแฟ คาเฟ ดิโอโร่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้แม้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่บริษัทจะยังระมัดระวังในการลงทุนเพื่อขยายสาขาเพิ่ม โดยตามแผนเบื้องต้นจะทยอยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 5-8 แห่ง ซึ่งหลัก ๆ ก็จะยังเปิดพ่วงไปกับพันธมิตรในปั๊มเชลล์ จากปัจจุบันที่บริษัท มี 72 สาขา

บริษัทก็ยังมีแผนจะจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมกับสมาชิก หรือซีอาร์เอ็ม ซึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีมาก อย่างกรณีของการพาสมาชิกขึ้นไปท่องเที่ยวและเยี่ยมไร่กาแฟที่อำเภออมก๋อย มีสมาชิกที่เป็นกลุ่มครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

“ปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่ไม่เอื้อเท่าที่ควรเราเปิดสาขาไปเพียง 4 แห่งเท่านั้น ส่วนการขยายจุดขายเข้าไปยังอาคารสำนักงานต่าง ๆ ก็ยังหาค่อนข้างยาก ดังนั้นปีนี้จึงตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มขึ้น และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะมีสาขาครบ 80 แห่ง”

นายวีระเดชกล่าวด้วยว่า ควบคู่กับแนวทางดังกล่าว สิ่งที่บริษัทจะให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องก็คือ การสร้างแบรนด์ คาเฟ ดิโอโร่ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟ มากขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะเป็นการดึงคนที่ชอบดื่มกาแฟรายใหม่ ๆ เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะการสะสมคะแนนที่จะช่วยให้ลูกค้ารวมทั้งสมาชิกสามารถประหยัดหรือได้ส่วนลด นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มทยอยปรับสาขาเดิมบางส่วนให้มีความทันสมัยและน่านั่งมากขึ้น อย่างกรณีสาขาในปั๊มเชลล์ ที่ถนนราชพฤกษ์ ที่เป็นโมเดลใหม่ล่าสุด

สำหรับผลการดำเนินของร้านกาแฟ ดิโอโร่ ปีที่ผ่านมา นายวีระเดชกล่าวว่า มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6% ถือว่าน่าพอใจ เนื่องจากปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจเข้ามากระทบค่อนข้างมากและผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่าย ทำให้บริษัทต้องมี กิจกรรมทางการตลาดออกมากระตุ้นอย่างต่อเนื่อง และปีนี้คาดว่าโดยภาพรวมทางเศรษฐกิจจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงทั้งในแง่ของระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อลดการ สูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

พร้อมกันนี้ นายวีระเดชยังกล่าวถึงในส่วนของผลิตภัณฑ์เม็ดกาแฟคั่วบด ภายใต้แบรนด์ “อมก๋อย เอสเตท” ว่า ภายใน 1-2 ปีนี้ หากผลผลิตของเมล็ดกาแฟอราบิกามีเพียงพอกับความต้องการของตลาด และมีมากพอที่จะส่งออกได้ บริษัทมีแผนจะส่งออกกาแฟแบรนด์ไทย “อมก๋อย เอสเตท” ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งญี่ปุ่น

วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4174 ประชาชาติธุรกิจ