พิสูจน์ฝีมือทายาท 94 ํ Coffee บนขวากหนามคู่แข่งกาแฟรถเข็น


ธุรกิจในเรื่องของกาแฟตั้งแต้ต้นน้ำถึงปลายน้ำในเมืองไทย ถือว่าปัจุบันมีการพัฒนาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้ของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมถึงเทคนิคการคั่ว และร้านกาแฟที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกาแฟของ Aroma Group ที่รู้จักกันดีกับร้าน 94 ํ Coffee (NINETY-FOUR COFFEE) ที่เริ่มต้นมาจากธุรกิจด้านกาแฟคั่วบดมานานกว่า 50 ปี ที่พิถีพิถันการเลือกวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นกาแฟคั่วบดคุณภาพสูงเพื่อคนไทย และส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นำในธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม กับ 5 บริษัทในเครือที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร

มาวันนี้ถึงคราวของทายาทธุรกิจที่พร้อมเข้ามาสานต่อคือ นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร บริษัท อโรม่า กรุ๊ป ดูแล 5 ธุรกิจหลักในเครือ รวมทั้งบริหารโรงงานผลิตที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และประเทศเวียดนาม ที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออก โดยมีกลุ่มประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย เป็นต้น มีกำลังผลิตได้เต็มที่อยู่ที่ประมาณ 4,000 ตันต่อปี แต่ในปัจจุบันมีการส่งออกเฉลี่ยประมาณ 20 ตันต่อเดือนเท่านั้น สืบเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

กาแฟเย็นพร้อมวิปครีม

แต่สำหรับนักบริหารรุ่นใหม่กลับไม่หวั่นสภาพเศรษฐกิจ กลับหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ไม่เพียงแต่พัฒนาศักยภาพกิจการของตนเองเท่านั้น แต่ยังมองการพัฒนาธุรกิจกาแฟแบบองค์รวม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการปลูกเมล็ดกาแฟของเกษตรกร เทคนิคการคั่ว และพัฒนาบุคคลการด้านการชงกาแฟ (Barista) ให้สามารถเข่งขันเทียบชั้นกับนานาประเทศได้ โดยล่าสุดได้ เปิดตัวโครงการ Indy Barista Championship 2009 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเฟ้นหานักชงกาแฟที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการชงกาแฟ หวังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถ และเป็นเวทีในการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกันของผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ

“จากสภาพสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้ธุรกิจร้านกาแฟได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้นเราจึงลดความเสี่ยงด้วยการไม่มีความคิดที่จะปลูกกาแฟเอง เพราะเราไม่มีความชำนาญในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรแทน ซึ่งเป็นการที่เพราะทำให้เราสามารถเลือกซื้อเมล็ดกาแฟตามที่ต้องการได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางธุรกิจในเครืออโรม่า จะใช้เมล็ดกาแฟประมาณ 1,000 ตัน/ปี โดยแบ่งเป็นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า (ปลูกในภาคใต้) ประมาณ 70% และกาแฟพันธุ์อราบิก้าอีก30% เนื่องจากพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นกาแฟเย็น ดังนั้นการใช้กาแฟพันธุ์โรบัสต้า จะได้ความเข้มข้นของกาแฟมากกว่า ในขณะที่พันธุ์อราบิก้าจะได้ในเรื่องความหอมของกาแฟ”

ผลิตภัณฑ์ในเครืออโรม่า

ส่วนในเรื่องของคู่แข่งขณะนี้ถือได้ว่าคนไทยหันไปอุดหนุนการดื่มกาแฟตามรถเข็นมากขึ้น เนื่องจากหารับประทานได้ง่าย และราคาไม่แพง ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าแย่งส่วนแบ่งรายได้จากร้าน 94 ํ Coffee และร้านกาแฟสด ชาวดอย ไปบ้างเล็กน้อย แต่ทางบริษัทฯ ได้วางแผนการตลาดในปี 2553 โดยตั้งเป้าใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ในการประชาสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ส่วนในปีนี้ (2552) ใช้งบ10ล้านบาท เจาะตลาดรูปแบบเชิงรุกผู้ประกอบมากกว่า ที่จะประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาธุรกิจให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเน้นการสร้างแบรนด์อโรม่าให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น ในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการขยายตลาดด้วยการสร้างตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกภูมิภาคในรูปแบบอโรม่า

บรรยากาศบริเวณหน้าร้าน Ninety-Four Coffee

ขณะที่ธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ร้าน 94 ํ Coffee ทั้ง 40 สาขา ล่าสุดทางบริษัทได้ยกเลิกการเก็บค่าแฟรนไชส์จำนวน 500,000 บาท เนื่องจากตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ แม่ขาดทุนมาโดยตลอด จากค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์ การช่วยแก้ไขปัญหาให้แฟรนไชซีตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นเพื่อความรอดของทั้ง 2 ฝ่าย ทางบริษัทฯ จึงมีความคิดว่าจะยกเลิกการเก็บค่าแฟรนไชส์ดังกล่าว ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เจ้าของต้องลงมาดูแลกิจการร้าน 94 ํ Coffee มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ร้านประสบความสำเร็จในเรื่องผลกำไรมากกว่า โดยในปี 53 จะขยายสาขาอีก 10 แห่ง โดยจะเป็นการลงทุนในรูปแบบของธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งหมด

แนวคิดการบริหารธุรกิจแบบองค์รวม ปิดช่องว่างทางการตลาด และพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่ยากจะคาดเดาควบคู่กันไป ซึ่งถือเป็นความคล่องตัวของผู้บริหารยุคใหม่ที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ แก้ปัญหาทีละจุดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่หลายธุรกิจสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีในปัจจุบัน

***สนใจติดต่อ 0-2933-2353-4, 0-2538-5556 หรือ aromathailand.com***

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2552