ไมเนอร์วาดแผน 5 ปี รายได้แตะ 4.7 หมื่นล้าน


ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลุ้นปีหน้าผลประกอบการโตก้าวกระโดดเพิ่ม 10% วางแผน 5 ปี รายได้แตะ 4.7 หมื่นล้านบาท
นางปรารถนา มงคลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล เปิดเผยว่า กำไรสุทธิปี 2553 ของบริษัทจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจากปี 2552 เนื่องจากเป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำ ขณะเดียวกันธุรกิจอาหารยังมีการเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีนี้ และยังสามารถควบคุมการซื้อวัตถุดิบที่ทำให้ลดต้นทุนได้ราว 2% รวมถึงธุรกิจโรงแรมเริ่มฟื้นตัวจากปี 2552 ที่ได้รับผลกระทบด้านลบหลายปัจจัย
สำหรับรายได้รวมปี 2553 เชื่อว่าจะเติบโตประมาณ 10% เป็นอย่างต่ำ เพราะธุรกิจอาหารน่าจะมีการเติบโตประมาณ 12% มาจากการขยายสาขาต่อเนื่อง โดยมีแผนจะเพิ่มสาขาอีก 80-100 สาขา ขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมจะเติบโตขึ้น 20% ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่น่าจะมีสถานการณ์ที่ดีกว่าปีนี้ และจะมีการเปิดตัวโรงแรมอีก 2 แห่ง และรับบริหารโรงแรมเพิ่มอีก 5 แห่ง ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพักไว้ที่ 65% จากปี 2552 ที่น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าพักในอัตรา 60% และคาดหวังว่าอัตราค่าห้องพักจะเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2552 ที่อัตราค่าห้องพักลดลง 10-15%
นอกจากนี้ บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจเรสซิเดนเชียลในปี 2553 เป็นปีแรก ขณะเดียวกันก็จะรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น เข้ามาเต็มปีจากปีนี้ที่รับรู้เพียง 2 ไตรมาสเท่านั้น
“ปีหน้าถ้าโรงแรมฟื้นรายได้ต้องโตได้อย่างต่ำ 10% และยังมีการรับรู้รายได้จากเรสซิเดนเชียลอีก ซึ่งเซ็นสัญญาขายไปแล้ว 3 หลัง จะโอนและรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ปีหน้าและก็มีแผนจะขายให้ได้อีก 2 หลัง รวมเป็น 5 หลัง แต่จะโอน 2 หลังที่ขายใหม่เมื่อไหร่ยังไม่รู้ นอกจากนี้ธุรกิจอาหารก็โตต่อเนื่องอีก ส่วนกำไรสุทธิจะโตก้าวกระโดด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะฐานต่ำ”
นางปรารถนา กล่าวอีกว่า สำหรับกำไรสุทธิปีนี้จะลดลงประมาณ 30% ซึ่งลดลงมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 10-20% สาเหตุหลักเป็นเพราะธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่าที่คาด เช่น สถานการณ์การเมืองในประเทศที่กดดันให้ราคาเฉลี่ยต่อหุ้นลดลงมากกว่าธุรกิจโรงแรมประเทศอื่นถึง 10% และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจัยไข้หวัด 2009 ก็ยังไม่คลี่คลาย
อย่างไรก็ตามในแง่รายได้รวมปีนี้ มั่นใจว่าจะไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นราว 1% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อไตรมาส 2 ว่ารายได้จะเติบโต 8-9% เพราะธุรกิจโรงแรมแย่กว่าที่คาดไว้ ไม่ว่าจะในแง่ของอัตราการเข้าพักที่ลดลงต่อเนื่องและเพิ่งฟื้นตัวในเดือนต.ค.เป็นครั้งแรก และอัตราค่าห้องพักที่ลดลงเช่นเดียวกัน
นางปรารถนา กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทยังวางแผนลงทุนต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุน 4-5 พันล้านบาท ลงทุนในธุรกิจอาหารและโรงแรม เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยปี 2553 บริษัทจะใช้เงินลงทุนขยายโรงแรมเดิมและสร้างโรงแรมใหม่ รวม 4-5 แห่ง จะเสร็จในปี 2553 จำนวน 2 แห่งคือ อนันตรา มัลดีฟส์ และเซนท์รีจีส รวมทั้งการขยายสาขาร้านอาหาร ซึ่งมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 80-100 แห่ง จากปัจจุบันที่มีประมาณ 1,100 แห่ง
นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการโรงแรมและแบรนด์อาหารใหม่ๆ อีกหลายดีล แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ แม้ว่าจะมีโอกาสทางธุรกิจมาก แต่การลงทุนในช่วงนี้ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง จะต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบ
สำหรับแผน 5 ปี (2553-2557) บริษัทตั้งเป้าที่จะมีรายได้เพิ่มเป็น 4.7 หมื่นล้านบาท คาดว่ามาจากธุรกิจอาหาร ที่จะมีสาขาร้านอาหาร 1,600 แห่ง ทำรายได้ 700 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 50% ธุรกิจโรงแรม ที่มี 40 แห่ง ทำรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 40% ที่เหลืออีก 10% จะมาจากธุรกิจค้าปลีกและเทรดดิ้งสินค้าแบรนด์แนม คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 130 ล้านดอลลาร์
เธอกล่าวอีกว่า บริษัทมีวงเงินกู้กับสถาบันการเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และยังมีวงเงินที่สามารถออกหุ้นกู้อีก 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทรอประเมินสถานการณ์หากมีภาวะที่เหมาะสมก็อาจจะออกหุ้นกู้อีกในปีหน้า โดยปกติบริษัทจะเสนอขายหุ้นกู้คราวละไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท ส่วนแผนการออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ระหว่างการศึกษาขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552