พระราชบัญญัติค้าปลีกได้ฤกษ์เข้าครม.


คุมเข้มเกณฑ์อนุญาตขยายสาขา ตั้งกองทุนพัฒนาช่วยเหลือโชห่วย
กระทรวงพาณิชย์ชง พ.ร.บ.ค้าปลีกเข้า ครม. วางกรอบ 3 ประเด็นหลักคุมเข้มขยายสาขา รัฐมนตรีนั่งประธานคณะกรรมการกลาง นายกสมาคมฯ ขอขยายหลักเกณฑ์ หวั่นปิดกั้นรายใหม่แข่งขัน

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 พฤศจิกายน กระทรวงพาณิชย์จะเสนอร่าง พ.ร.บ.การประกอบประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. … ที่ได้ปรับปรุงหลังการเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเร่งรัดการยกร่างกฎหมายฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันรัฐบาลชุดนี้ ทั้งนี้ หลังได้รับความเห็นชอบจากครม.ก็จะนำสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติในกลางปี 2553

สาระใน พ.ร.บ.ค้าปลีกฯจะมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1.จัดระบบโครงสร้างธุรกิจ โดยกำหนดการขออนุญาตตั้งหรือขยายสาขาออกเป็น 4 ขนาด ได้แก่ ประเภท ได้แก่ ร้านค้าขนาดใหญ่มาก พื้นที่ 3,000 ตารางเมตรขึ้นไป ตั้งระยะห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 10 กม. เวลาเปิดปิด 12-16 ชั่วโมง ร้านค้าขนาดใหญ่ พื้นที่ 1,000-2,999 ตารางเมตร ตั้งห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 5 กม. เวลาเปิดปิด 12-16 ชั่วโมง ร้านค้าขนาดกลางพื้นที่ 300-999 ตารางเมตร ตั้งห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 3 กม. เวลาเปิดปิด 12-16 ชั่วโมง และร้านค้าขนาดเล็ก พื้นที่ 120-299 ตารางเมตร ต้องห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 1 กม.ไม่กำหนดระยะเวลาเปิดปิด และต้องมียอดขายรวมเกิน 1 พันล้านบาทขึ้นไป ยกเว้นตลาดสดและสหกรณ์สามารถเปิดได้อิสระ

2.มีคณะกรรมการกำกับดูแล 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการกลาง เพื่อกำกับกรอบกติกา ที่มีรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และคณะกรรมการระดับ จังหวัด ที่จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ตั้งหรือขยายสาขา ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน 3.จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือผู้ค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) โดยเก็บจากกำไร1% ของผลประกอบการ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลโดยเฉพาะ

“เชื่อว่าร่างกฎหมายค้าปลีกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอจะเป็นธรรมและเหมาะสมกับสถานการณ์ค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องยุคสมัยที่สุด เพราะได้มีการเปิดประชาพิจารณ์ทั่วประเทศแล้วถึง 9 ครั้ง”

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีกค้าส่งไทย กล่าวว่า กฎหมายคงแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีออกมาเลย หวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ระดับหนึ่ง และต้องการให้รัฐแก้ไขหลักเกณฑ์ด้านยอดขายจากเดิมที่กำหนดให้มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท จึงจะเข้าเกณฑ์ เพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท และให้เพิ่มเกณฑ์ขนาดพื้นที่มากกว่าเดิม เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย รายใหม่มีโอกาสแข่งขันมากขึ้น เพราะเกรงว่ากำหนดไว้ 1,000 ล้านบาท จะเป็นการปิดกั้นการแข่งขันจากรายใหม่ และเป็นการคุ้มครองเฉพาะรายใหญ่ที่ทำธุรกิจในปัจจุบันเพียง 5-6 รายเท่านั้น

อนึ่ง ธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท โดยข้อมูลการขยายสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่จากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2548 ถึงเดือนก.ค.2552 เทสโก้ โลตัสเพิ่มสาขามากสุดจากปี 2548 มี 184 แห่ง เป็น 633 แห่ง บิ๊กซี 50 แห่ง เป็น 77 แห่ง คาร์ฟูร์ 23 แห่ง เป็น 34 แห่ง แม็คโคร 29 แห่ง เป็น 42 แห่ง ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต 81 แห่ง เป็น 109 แห่ง และเซเว่น-อีเลฟเว่น 3,311 แห่ง เป็น 4,943 แห่ง
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11574 มติชนรายวัน