เอสแอนด์พียกเครื่องฟู้ดตีคู่เบเกอรี่ ฟื้นภาพ”พรีเมี่ยมแบรนด์”ปักธง70สาขาใหม่ทั่วปท.


เอส แอนด์ พีเดินหน้ารีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ เร่งสร้างจุดยืนให้ชัดเจน พร้อมสร้างความต่าง ยกระดับสู่ “พรีเมี่ยมแบรนด์”ตั้งศูนย์ฝึกอบรมเชฟ ชูอิมเมจมืออาชีพหวังดึงภาพ “เรสเตอรองต์” กลับมา ดีเดย์ลุยโปรโมตกลุ่มอาหารตั้งแต่ปีหน้า ตั้งเป้ากลับสู่แบรนด์ในใจผู้บริโภคติดท็อปทรีใน 2 ปี เผยแผนปีหน้าเปิดอีก 70 สาขา

เป็นที่ยอมรับว่าธุรกิจร้านอาหารทุกวันนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง ดุเดือด ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทุกค่ายต้องหาจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเองเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงการเฟ้นจุดขายที่จูงใจผู้บริโภคเพื่อเบียดเข้าไปสร้างพื้นที่ในใจผู้บริโภคให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในแต่ละมื้ออาหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักกับธุรกิจที่มีคู่แข่งนับร้อย ๆ แบรนด์ในปัจจุบัน

“เอส แอนด์ พี” รีแบรนดิ้งใหญ่

นายวิทูร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธุรกิจอาหารในประเทศ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอาหารเอส แอนด์ พี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มโปรเจ็กต์การรีแบรนดิ้ง “เอส แอนด์ พี” เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำภาพลักษณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภค โดยต้องการยกระดับสู่ “พรีเมี่ยมแบรนด์” ด้วยการปรับอิมเมจเพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพในทุกด้าน ทั้งอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม โดยในส่วนของเครื่องดื่มบริษัทมีชื่อเสียงจากการชนะการประกวดบาริสต้า เช่นเดียวกับเบเกอรี่ที่เป็นผู้นำในปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มอาหารถือว่ายังไม่โดดเด่น

นายวิทูรกล่าวว่า ทั้งนี้บริษัทเริ่มกลับมาโปรโมตกลุ่มอาหารตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวโฆษณา “ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ยอดอาหารเพิ่มขึ้น 15%

“เราไม่ต้องการเป็นแมสแบรนด์ ซึ่งเป็นสนามการแข่งขันที่รุนแรง โดยมีคู่แข่งทั้งกับร้านข้าวแกงข้างทาง หรือร้านอาหารที่เปิดให้บริการทั่ว ๆ ไป ขณะเดียวกันก็ต้องแข่งกับเชนร้านอาหารต่าง ๆ ด้วย”

ฟื้นภาพ “เรสเตอรองต์”

นายวิทูรยังได้กล่าวถึงแผนปีหน้าว่าจะเดินหน้าโปรโมตกลุ่มฟู้ดอย่างจริงจัง จากเดิมที่เอส แอนด์ พีมุ่งโปรโมตกลุ่มเบเกอรี่ และพบว่าแบรนด์อะแวร์เนสกลุ่มเบเกอรี่ของเอส แอนด์ พีสูงถึง 100% ขณะที่กลุ่มอาหารยังต่ำอยู่ โดยจากนี้ไปจะมีการเปิดตัวหนังโฆษณาที่มุ่งไปที่กลุ่มอาหาร รวมทั้งจะมีการเพิ่มเมนูใหม่ ๆ เข้ามา จะมีการจัดเทศกาลอาหารต่าง ๆ ล่าสุดได้เปิดตัวเทศกาลอาหารซีฟู้ดกับ “fish & shellfish” และปีหน้าจะจัดงานในลักษณะนี้อีก 5 เทศกาล

จากมุ่งโปรโมตกลุ่มอาหาร ดังกล่าว บริษัทต้องการดึงภาพความเป็นร้านอาหารหรือเรสเตอรองต์ของเอส แอนด์ พีกลับคืนมา จากปัจจุบันผู้บริโภคมองเอส แอนด์ พีเป็นกึ่งฟาสต์ฟู้ดที่เน้นอาหารจานเดียว หากดูจากสัดส่วนยอดกลุ่มอาหารในร้านพบว่า ยอดของอาหารจานเดียวสูงกว่ากลุ่ม “กับข้าว” ถึงเท่าตัว ซึ่งตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปียอดขายของกับข้าวจะกลับมามากกว่าอาหารจานเดียว

“สิ่งนี้จะทำให้ภาพของเรสเตอรองต์ของเอส แอนด์ พีแข็งแกร่งขึ้น เราไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดหรือข้าวแกง”

เปิดศูนย์พัฒนาเชฟ ย้ำภาพ “มืออาชีพ”

ส่วนหนึ่งของการดึงภาพเรสเตอรองต์กลับคืนมา นายวิทูรกล่าวว่า ได้ทุ่มงบฯ 20 ล้านบาทตั้งเทรนนิ่งเซ็นเตอร์สำหรับฝึกอบรมเชฟ ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกอบรม จากปัจจุบันเอส แอนด์ พีมีแม่ครัว 800 คน ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำความเป็นมืออาชีพของเอส แอนด์ พี โดยจะมีการดึงเชฟเข้าไปเกี่ยวข้องในทุก ๆ ส่วน ทั้งอาหาร, เบเกอรี่, เครื่องดื่ม และมีแผนสื่อสารเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ปีหน้า อาทิ การเปิดตัวโฆษณาเพื่อโปรโมตเรื่องนี้โดยเฉพาะ

“ที่จริงเรามีเชฟที่ทำอาหารในร้านอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาผู้บริโภคยังติดภาพว่า เอส แอนด์ พีเป็นอาหารแช่แข็ง พอคนสั่งก็นำมาอุ่นให้ทาน ส่วนหนึ่งเพราะติดภาพจากอาหารแช่แข็งที่เราขายในรีเทล ทั้งที่จริงมากกว่า 80% เป็นการปรุงสดในร้าน เพียง 20% ประเภทซอส เครื่องแกงที่แพ็กมาจากครัวกลาง”

ตั้งเป้าขึ้นท็อปทรีร้านอาหารใน 3 ปี

รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธุรกิจอาหารในประเทศ เอส แอนด์ พีกล่าวว่า สำหรับเป้าหมายของบริษัท คือ ขึ้นสู่การเป็นท็อปทรีธุรกิจร้านอาหารในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายถึงแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคทุกครั้งที่คิดถึงร้านอาหาร รวมถึงยอดขายเมื่อเทียบกับแบรนด์คู่แข่งที่เป็นฟู้ดเชนต่าง ๆ ปัจจุบันพบว่าเอส แอนด์ พียังไม่ติดท็อป 5 แต่เชื่อว่าการเน้นสื่อสารกับผู้บริโภคต่อเนื่องจากนี้ไปจะทำให้แบรนด์กลับมาอยู่ในใจผู้บริโภคในที่สุด

สำหรับปีนี้คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 11% คิดเป็นยอดขายในประเทศ 4,100 ล้านบาท โดย 9 เดือนที่ผ่านมาเติบโต 11% จากที่ตั้งเป้าไว้ 13% จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและทำให้การขยายสาขาไม่เป็นไปตามเป้า โดยขยายได้กว่า 40 สาขา จากที่ตั้งไว้ที่กว่า 60 สาขา

อย่างไรก็ตาม ปีหน้าบริษัทตั้งเป้าขยายแบบก้าวกระโดด บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะดีขึ้น บริษัทตั้งเป้าขยายถึง 70 สาขา โดยคาดว่าจะเป็นรูปแบบเรสเตอรองต์ 7-10 สาขา ที่เหลือเป็นเบเกอรี่ช็อป

เตรียมเปิดคอนเซ็ปต์ใหม่ “บลูคัพ”

สำหรับไตรมาส 4 ที่เป็นไฮซีซั่นของ เอส แอนด์ พี โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่กับกลุ่มเค้กตั้งเป้าเติบโต 20% โดยปีนี้จะเน้น เค้กสไตล์โฮมเมดและมีความหลากหลายขึ้น เพื่อย้ำภาพความเป็นพรีเมี่ยม และในวันที่ 20-24 พฤศจิกายนนี้จะฉลองครบรอบ 36 ปี เอส แอนด์ พี ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงทุกแบรนด์ร้านอาหารของบริษัท และถือโอกาสในการโปรโมตเค้กและเบเกอรี่ในช่วงปลายปี

“ปีหน้าอาจจะมีธุรกิจใหม่ ๆ ภายใต้เอส แอนด์ พีเกิดขึ้น โดยคิดไว้หลายโปรเจ็กต์อยู่ที่ว่าจะเลือกทำอะไรก่อนหลัง โดยต้องดูจังหวะและภาวะเศรษฐกิจด้วย อาทิ การเปิดตัวโปรดักต์ใหม่กาแฟบลูคัพ หรือการเปิดร้านบลูคัพคอนเซ็ปต์ใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าอะไรพร้อมกว่ากัน จากอดีตบริษัทเคยทดลองร้านบลูคัพหลากหลายรูปแบบ อาทิ แยกออกมาต่างหากจากร้านเอส แอนด์ พี” นายวิทูรกล่าว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552