การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ‘สุกี้เอ็มเค’


สุกี้เอ็มเค เป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบ จากความสำเร็จในเชิงธุรกิจที่เริ่มต้นจาก ร้านสุกี้ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารระดับภูมิภาคในปัจจุบัน ฤทธิ์ ธีรโกเมน ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทาง และเบื้องหลังความสำเร็จของเอ็มเค

ทิศทางของเอ็มเค?
กับทิศทางของเอ็มเค ฤทธิ์ บอกว่า ปัจจุบัน เอ็มเคมีสาขาราว 300 แห่ง และบริษัทประเมินว่า เมื่อขยายถึง 500 แห่ง ตลาดในไทยคงอิ่มตัว “เราก็คิดว่าต้องไปต่างประเทศ” เขากล่าว
“ปัจจุบัน เอ็มเคมีสาขา 18 แห่งในญี่ปุ่น และจะเปิดสาขาแรก ในเวียดนาม เดือนธันวาคมนี้ คือ ทิศทางต่อไปคือไปต่างประเทศ เพราะระบบที่เราพัฒนาขึ้นมาเป็นมาตรฐานโลก ทำให้เอ็มเคสามารถมี ที่ไหนก็ได้ จะส่งอาหารจากเมืองไทยไปก็ได้ สามารถผ่านการตรวจสอบของสำนักงานอาหารและยา ของประเทศนั้นๆ ได้” ฤทธิ์ขยายความ

ระบบของเอ็มเค
ประธานกรรมการเอ็มเค บอกว่า เอ็มเคเริ่มพัฒนาระบบในการบริหารองค์กรตั้งแต่สาขาเพิ่มเป็น 70-80 แห่ง ซึ่งถือว่ามากสำหรับธุรกิจร้านอาหารในไทยขณะนั้น อีกทั้ง คนไทยยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจร้านอาหารที่มีขนาดใหญ่เช่นนั้นมาก่อน จากโจทย์ที่ว่า เราจึงมองว่าหากจะพัฒนาต้องให้เทียบชั้น มาตรฐานโลกเหมือนนักกีฬา ถ้าระดับโลกต้องโอลิมปิก
หนึ่งในประสบการณ์สู่มาตรฐานโลกของเอ็มเค คือ การสร้างโรงงานอาหาร
“ตอนนั้นก็ปิดโรงงานเก่า และสร้างโรงงานที่สอง ออกแบบใหม่หมด ใช้มาตรฐานโลก พอเสร็จแล้วให้พวกตรวจสอบมาตรฐานโรงงานอาหารมาตรวจสอบว่า เทียบเท่า ญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ ได้หรือไม่ เชิญเพื่อนที่ทำแมคโดนัลด์ หรือเคเอฟซี มาดูโรงงานบ้าง เขาบอกว่าเทียบเขาได้” ฤทธิ์เล่าตอนหนึ่ง และต่อว่า ต่อจากนั้น เอ็มเคค่อยๆ พัฒนาระบบต่างๆ เช่น การฝึกอบรม และอื่นๆ โดยยึดเกณฑ์เดียวกัน คือ “ต้องมาตรฐานโลก”
การตัดสินใจยึดมาตรฐานโลกในการพัฒนาองค์กร ทำให้เอ็มเคสามารถยืนหยัดได้อย่างสบาย เมื่อสาขาเพิ่มเป็น 200 แห่ง ” เป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะหากเราไม่วางมาตรฐานตอนนั้น (ช่วงที่มีสาขา 70-80 แห่ง) ตอนขยายมาเป็น 200 สาขา เราคงมีปัญหามาก”

เปิดแผนโกอินเตอร์
เช่นที่กล่าวถึงข้างต้นว่า วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเอ็มเคในการนำพาองค์กรให้เติบโตต่อไป คือ มุ่งตลาดต่างประเทศ ฤทธิ์ ขยายความกลยุทธ์ว่า เอ็มเคจะจับมือกับพันธมิตรต่างแดน เพื่อประสานความชำนาญในการรุก เขากล่าวถึง ร้านอาหารยาโยอิ พันธมิตรรายแรกของเอ็มเคที่เอ็มเคถึงเข้ามาขยายสาขาในไทย 3 ปีแล้ว และในขณะเดียวกัน เอ็มเคได้ใช้สายสัมพันธ์กับยาโยอิ ในการขยายสาขาเอ็มเคที่ญี่ปุ่นเช่นกัน
“ต่อไปเรากับยาโยอิ จะบุกไปต่างประเทศด้วยกัน แบบเปิดเป็นร้านคู่ ซึ่งเมืองไทยเราเปิดคู่หลายแห่งแล้ว เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน เป็นโค แบรนด์ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก เวลาเบื่ออาหารร้านใดร้านหนึ่ง” ประธานกรรมการ เอ็มเค เล่าก่อนปิดท้ายแผนรุกของเอ็มเคว่า
มีเป้าขยายร้านอาหารไทย ณ สยาม ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดจากคุณแม่ ซึ่งเดิมเปิดร้านอาหารไทยชื่อ เอ็มเคอยู่บริเวณสยาม สแควร์ ต่อมาเมื่อทางครอบครัวตัดสินรุกธุริกจสุกี้ จึงเลือกใช้แบรนด์เอ็มเคกับร้านสุกี้ และสร้างแบรนด์ ณ สยาม สำหรับร้านอาหารไทย เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน
ถึงวันนี้สุกี้เอ็มเค กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นธุรกิจระดับภูมิภาค ด้วยการขยายสาขาในต่างประเทศ อะไรคือ กุญแจดอกสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรธุรกิจแห่งนี้
ฤทธิ์ตอบคำถามนี้อย่างมั่นใจ “เพราะเราชอบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” เขายกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเล็ก แต่เป็นจุดเปลี่ยนของร้านสุกี้เอ็มเค เช่น ตัดสินเปลี่ยนมาใช้เตาไฟฟ้า หรือ การทดลองทำชามใส่อาหารทรงเหลี่ยม เพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะ และที่กำลังทำอยู่เวลานี้ คือ เปลี่ยนประเภทตะเกียบ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายของเอ็มเคมาก
เนื่องจากตะเกียบไม้ ที่ใช้ปัจจุบัน แม้ไปได้ดีกับอาหารหม้อร้อน แต่สวนทางกับกระแสโลกที่มุ่งอนุรักษ์ “การหาสิ่งทดแทนตะเกียบไม้ยากมาก เพราะในหม้อร้อน เราคิดหลายทางถ้าจะมาแทนต้องแก้ปัญหาให้จบ ล่าสุดลองเอาสเตนเลสส์มาแทนแบบเกาหลี ตอนนี้กำลังทดลองอยู่”
เขาบอกว่า หลักคิดในการบริหารของเอ็มเค ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่า “ถ้ามีประโยชน์กับลูกค้า แม้แต่เพียงนิดเดียว เราจะทดลองทำทันที”
นอกจากพฤติกรรมองค์กร ที่ไม่หยุดนิ่งแล้ว ฤทธิ์ บอกว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเอ็มเคนั้น มาจากวัฒนธรรม 14 ข้อ ซึ่งติดอยู่ในทุกหน่วยงาน ซึ่ง ฤทธิ์ บอกว่า เป็นการแปรเอาคุณค่าจากยุคของคุณแม่ ที่มักทักทายกับลูกค้า และพร้อมจะทำใหม่ให้ ถ้าหากไม่อร่อย มาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเอ็มเค ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่นำความสำเร็จมาสู่เอ็มเค

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,476 05 พ.ย. – 07 พ.ย. 2552