MBKเล็งดึง”สยามพิวรรธน์”ร่วมทุน “เดอะไนน์”ทุ่ม1.2พันล.ปั้นคอมมิวนิตี้มอลล์-ออฟฟิศ


“เอ็มบีเค” สรุปแผนพระราม 9 ปั้นโครงการเดอะไนน์ คอมมิวนิตี้มอลล์ พร้อมเพิ่มพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าปิดจุดบอด ทราฟฟิก เผยต้องควักกระเป๋าเพิ่มจาก 800 ล้าน เป็น 1,200 ล้าน เล็งดึง “สยามพิวรรธน์” ลงทุนร่วม

นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณถนนพระราม 9 ใน รูปแบบคอมมิวนิตี้มอลล์ จะใช้ชื่อว่าเดอะไนน์ (The Nine) บนพื้นที่ 14 ไร่ โดยได้แก้รูปแบบโครงการใหม่ จากเดิมจะพัฒนาเป็นพื้นที่ค้าปลีก ด้วยการเพิ่มพื้นที่ในส่วนของสำนักงานเข้าไปด้วย แบ่งเป็นพื้นที่คอมมิวนิตี้มอลล์ 2-3 ชั้น ขนาด 1.3 หมื่น ตร.ม. พื้นที่สำนักงานให้เช่า 8,000 ตร.ม. และส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่ลานจอดรถและส่วนกลาง

การแก้แบบโครงการดังกล่าวทำให้ต้องเพิ่มงบฯ จากเดิมตั้งไว้ 800 ล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ นายสุเวทย์ให้เหตุผลของการแก้โครงการใหม่ว่า มาจากการสำรวจตลาดโครงการคอมมิวนิตี้มอลล์ต่าง ๆ พบว่าช่วงเวลากลางวันของวันธรรมดา ลูกค้าที่เข้ามาเดินมีจำนวนที่น้อยมาก ซึ่งการแบ่งพื้นที่เป็นออฟฟิศจะเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ดังกล่าว

โดยคอนเซ็ปต์โครงการเดอะ ไนน์จะมีร้านค้าและสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในย่านนี้ รวมทั้งกลุ่มสินค้าในรูปแบบตลาดสดที่จะเข้ามาเสริม

การลงทุนในโครงการนี้มีความเป็นไปได้ทั้งเอ็มบีเคลงทุนเองหรือเป็นการลงทุนร่วมกับพันธมิตรซึ่งอาจเป็นกลุ่มสยามพิวรรธน์ก็เป็นได้ โดยจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้

ซึ่งก่อนหน้านี้เอ็มบีเคถือหุ้นร่วมลงทุนอยู่แล้วในโครงการพาราไดส์พาร์ค โครงการนี้จะใช้ระยะเวลาพัฒนาประมาณ 1 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554 เป็นการเปิดในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกับโครงการพาราไดส์ พาร์ค

นายสุเวทย์กล่าวต่อไปว่า นอกจากรายได้ศูนย์การค้าที่เป็นรายได้หลักแล้ว บริษัทจะต้องเร่งสร้างรายได้ในส่วนอื่น ๆ มากขึ้น โดยจะเน้นการทำตลาดในเชิงรุกในช่วง 5 ปีหลังจากนี้ไป เพื่อให้สอดรับกับสัญญาค่าเช่าใหม่ที่จะต้องจ่ายให้กับจุฬาฯ ในปี 2557 ซึ่งประเมินว่าจะเป็นต้นทุนที่ทำให้กำไรลดลง

ตอนนี้แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงนิ่ง ไม่มีอะไรมากระตุ้นมากนัก เห็นได้จากการเติบโตในช่วง 3 เดือนของปีบัญชีของบริษัท (กรกฎาคม-กันยายน) ที่เติบโตเพียง 1-2% จากรายได้รวมใน 6 กลุ่มธุรกิจ คือศูนย์การค้า โรงแรมและการท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ ข้าว อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ

ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 6.287 พันล้านบาท แม้ว่าจะเติบโตขึ้น 2.79% แต่กำไรลดลง 6% เนื่องจากธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ซึ่งศูนย์การค้ากลายเป็นตัวหลักที่เข้ามาขับเคลื่อน โดยมาจากการกระตุ้นด้วยกิจกรรมอีเวนต์ภายในศูนย์ที่เพิ่มขึ้นและผู้เช่ารายใหม่เข้ามาเพิ่ม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะขยายคอมมิวนิตี้มอลล์ไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่บริษัทมีที่ดินและโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นโครงการนำร่องในอีก 2-3 ปีหลังจากนี้ที่ภูเก็ตก่อน ซึ่งบริษัทมีที่ดิน 400-500 ไร่ สำหรับพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่และสนามกอล์ฟ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 2 พฤศจิกายน 2552