โมเดิร์น’บางจาก’ บนกระแส Green Energy


บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)(บมจ.) กำลังจะมีการปรับเปลี่ยนด้านการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่จะผันตัวเองจากผู้ค้าน้ำมัน เข้าสู่การพัฒนาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ จากปัจจุบันที่เป็นผู้นำการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล มาถึงวันนี้ บมจ.บางจาก กำลังจะก้าวสู่การเป็นบริษัท Green Energy อย่างเต็มตัว และได้กำหนดแผนการลงทุนที่ชัดเจนในระยะ 5 ปี เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว
ส่วนจะดำเนินการไปในรูปแบบใดนั้น “ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการดำเนินงานไว้อย่างน่าสนใจ
-ทิศทางของบางจากต่อจากนี้
ขณะนี้บมจ.บางจากได้มีการจัดทำแผนด้านการลงทุนสำหรับการพัฒนาพลังงานทดแทนในช่วง 5 ปีไว้แล้ว (2552-2556) โดยตั้งเป้าผลประกอบการกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ไว้ที่ 30 % หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท จากการนำเงินไปลงทุนพัฒนาพลังงานทดแทน 5,000-6,000 ล้านบาท ที่จะเป็นการลงทุนในการตั้งโรงงานผลิตเอทานอล ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารูปแบบลงทุนว่าจะดำเนินการอย่างไร ระหว่างการร่วมทุนกับผู้ผลิตเอทานอลที่มีอยู่แล้ว หรือการเข้าซื้อกิจการโรงงานเอทานอลที่ผลิตแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เนื่องจากหากจะลงทุนเพียงรายเดียว บมจ.บางจาก ยังไม่มีความเชี่ยวชาญพอ ดังนั้น การหาพันธมิตรเข้ามาเสริมจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
นอกจากนี้ จะมีการก่อสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซลหรือบี 100 แห่งที่ 2 ขึ้นมา หลังจากที่โรงงานไบโอดีเซลแห่งแรก ขนาดกำลังการผลิต 300,000 ลิตรต่อวัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่ที่คลังน้ำมันบางปะอิน จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้ ส่วนจะตัดสินใจดำเนินการเมื่อใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลมีนโยบายที่จะบังคับให้น้ำมันดีเซลทุกลิตร ผสมบี 100 ในสัดส่วน 5 % หรือบี 5 ได้เมื่อใด
อีกทั้งจะลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ขนาด 30 เมกะวัตต์ ขึ้นมาในพื้นที่คลังน้ำมันบางปะอินที่มีที่ดินอยู่แล้ว 500 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมอยู่ รวมถึงการลงทุนในส่วนของการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 4 ในส่วนของน้ำมันเบนซินอีก 1,500 ล้านบาท หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะทำให้บมจ.บางจาก เป็นบริษัทที่พัฒนาพลังงานทดแทนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
-จะเห็นผลได้ชัดเจนเมื่อใด
เวลานี้ได้เริ่มเห็นผลแล้วจากที่ได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซลที่บางปะอิน ซึ่งจะทำให้ในแต่ละปีมีกำไร 300-400 ล้านบาท และก็มีความเป็นไปได้ ที่โรงงานแห่งที่ 2 จะเกิดขึ้น เพราะทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการยืนยันแล้วว่า ในปีหน้าปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ จะมีเพียงพอที่จะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตบี 100 เพื่อนำไปผสมเป็นดีเซลบี 5 ได้ทั้งหมด ซึ่งหากบังคับดีเซลเป็นบี 5 ได้ทั้งหมดในปีหน้า โรงงานแห่งที่ 2 ก็มีโอกาสเกิด เพราะโรงงานแห่งแรกที่ผลิตบี 100 มาป้อนให้กับบมจ.บางจากอาจจะไม่เพียงพอ
อีกทั้งจะเป็นการช่วยลดภาระของโรงงานผลิตบี 100 ที่เวลานี้มีกำลังการผลิตอยู่ประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใช้จริงเพียง 1.3 ล้านลิตรต่อวัน หากบังคับเป็นบี 5 ทั้งหมดจะทำให้มีการใช้บี 100 ขึ้นไปอยู่ในระดับ 2.5 ล้านลิตรต่อวัน เพราะเวลานี้โรงงานผลิตบี 100 ประสบปัญหามากจากกำลังการผลิตที่ล้น ทำให้ต้องมาแย่งตลาด ขายตัดราคากันต่ำกว่าสูตรที่ภาครัฐกำหนดถึงลิตรละ 2 บาท ทั้งนี้ ก็เพื่อให้โรงงานอยู่รอดแม้ขายขาดทุน
นอกจากนี้ การก่อสร้างโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 4 ก็เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งจะแล้วเสร็จปลายปี 2554 เพราะจะต้องทำให้ทันที่จะมีการบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2555
-มีหน่วยงานใดช่วยสนับสนุน
เวลานี้ทางบมจ.บางจาก ได้ร่วมมือกับทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะแห่งชาติ (เอ็มเทค) ที่จะวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทน เนื่องจากขณะนี้เทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ หากพัฒนาได้ขึ้นเองภายในประเทศจะเป็นผลดีทางหนึ่ง
อีกทั้ง บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบมจ.บางจาก ได้เข้าไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ที่เอ็มเทค ช่วยวิจัยพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์ จนสามารถนำมาปลูกในพื้นที่ทุ่งหลวงรังสิตตอนบน ที่ครอบคลุมอาณาเขตถึง 5 จังหวัด จากเดิมที่เป็นพื้นที่เปล่าไม่สามารถทำประโยชน์ได้จากปัญหาดินเปรี้ยว เมื่อเอ็มเทค พัฒนาตรงจุดนี้ได้ และมีผลผลิตปาล์มออกมา พร้อมตั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ทางบมจ.บางจากก็จะเข้าไปรับซื้อน้ำมันปาล์มในส่วนนี้ ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งจากการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากทางภาคใต้ได้ส่วนหนึ่ง
โดยกรอบความร่วมมือนี้ ทางสวทช.จะเป็นผู้ประสานการดำเนินงานโครงการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบระหว่างบริษัท บางจากฟูเอล กับวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกับเอ็มเทค เพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันไบโอดีเซลในปริมาณ 60 ตันต่อเดือนหรือประมาณ 2 ตันต่อวัน เป็นระยะเวลา 5 ปี
-ยอดขายน้ำมันเป็นอย่างไร
การที่ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝนทำให้การจำหน่ายน้ำมันดีเซลในภาพรวมลดลง โดยในส่วนของบมจ.บางจาก ลดลงถึง 4-5 % จากปกติที่จะอยู่ที่ 120 ล้านลิตร แยกเป็นบี 5 ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อเดือน และสาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากส่วนต่างของราคาดีเซลบี 2 กับบี 5 ที่แคบลงเหลือ 1.40 บาทต่อลิตร ทำให้ไม่จูงใจผู้บริโภคหันมาใช้ แต่ในทางกลับกันการจำหน่ายน้ำมันในกลุ่มเบนซินกลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 76 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งเป็นยอดมาจากการขายแก๊สโซฮอล์เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะยอดขายของแก๊สโซฮอล์อี 20 เวลานี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 4 ล้านลิตรต่อเดือน จากจำนวนปั๊ม 120 แห่ง และสิ้นปี้จะเพิ่มเป็น 130 แห่ง ส่วนแก๊สโซฮอล์ อี 85 นั้น เวลานี้มีปั๊มเพียง 1 แห่ง แต่จากการที่บริษัท มิตซูบิชิฯ จะผลิตรถยนต์อี 85 ออกมา ทำให้บมจ.บางจากตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่มปั๊มอีก 2 แห่ง ในย่านถนนปิ่นเกล้า และรามอินทรา เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามนโยบายของรัฐบาล จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้เวลานี้การจำหน่ายน้ำมันในกลุ่มเบนซินของ บมจ.บางจากขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ของการจำหน่ายน้ำมันเบนซินทั้งหมดแล้ว
-สถานการณ์โรงกลั่นเวลานี้
เวลานี้โรงกลั่นทั่วโลกประสบปัญหาเหมือนกันหมด เนื่องจากค่าการกลั่นอยู่ในระดับที่ต่ำมากหรือประมาณ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเท่านั้น ทำให้โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตลงมา อย่างที่สหรัฐอเมริกาลดลงมาเหลือเพียง 80% โดยในส่วนของโรงกลั่นบางจากเอง ก็จะต้องลดลงตามด้วยจากแผนที่ตั้งไว้จะกลั่นในระดับ 100,000 บาร์เรลต่อวัน ก็ทยอยลดลงมาเหลือกว่า 70,000 บาร์เรลต่อวัน เพราะหากกลั่นมากก็จะไม่คุ้ม ซึ่งเชื่อว่าโรงกลั่นภายในประเทศก็คงต้องลดกำลังการผลิตตาม
อย่างไรก็ตาม จากที่บมจ.บางจากได้ทำการบริหารความเสี่ยงไว้ เช่น การส่งออกน้ำมันเตาไปได้ในราคาค่อนข้างดี การเลือกหาน้ำมันดิบที่เหมาะสมมากลั่นในระยะเวลาจังหวะที่ดีๆ ทำให้ภาพรวมทั้งปี ค่าการกลั่นของบางจากจะยังอยู่ในระดับ 7-8 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลได้อยู่
แต่ว่าตัวเนื้อของโรงกลั่นทั้งระบบไม่ดีเลย ซึ่งเหตุการณ์นี้คล้ายกับปี 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา และค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งคงต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการติดตาม ว่าเศรษฐกิจของโลกจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน ถ้าฟื้นตัวขึ้นมา ปริมาณการใช้น้ำมันจะปรับตัวขึ้นไป ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นดีมากขึ้น ตรงนี้คิดว่าอาจจะใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ที่จะทำให้ค่าการกลั่นฟื้นตัวกลับมา แต่ในปีหน้าคิดว่าค่าการกลั่นโดยรวมทั้งปี น่าจะอยู่ในระดับ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งยังไม่ดีมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม น้ำมันมีโอกาสขึ้นและลง โรงกลั่นก็มีโอกาสดีบ้างแย่บ้าง
-แนวโน้มของราคาน้ำมัน
ทางประเทศซาอุดีอาระเบีย ออกมาพูดว่าราคาน้ำมันที่เป็นอยู่เวลานี้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป อาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยาก และอาจจะเป็นปัจจัยดึงราคาน้ำมันลงมาได้บ้าง แต่คิดว่าจากนี้ไปถึงสิ้นปี มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสจะขึ้นไปทะลุที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ไม่น่าจะอยู่ได้นาน และลดลงมาอยู่ในระดับกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งวงการอุตสาหกรรมน้ำมันมองว่าไว้ที่ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ปีหน้าหากเศรษฐกิจดีขึ้นจริงราคาน้ำมันอาจจะมีโอกาสปรับตัวได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,473 25 ต.ค.- 28 ต.ค. 2552