กาแฟดอยตุงชูไซส์เล็ก-กลางปรับดีไซน์สินค้าหัตถกรรม


ร้านกาแฟดอยตุงเปิดแผนรุกปีหน้าเตรียมลงทุนเปิดเพิ่มอีก 6 สาขา เน้นโมเดลขนาดเล็กและกลาง มุ่งพื้นที่ในกรุงเทพฯ เผยยอดขายปีนี้เติบโตตามเป้าหมาย สวนทางตลาดรวมร้านกาแฟพรีเมียมต่างประเทศที่ตกลง พร้อมเดินหน้าปรับรูปแบบการทำตลาดและดีไซน์ของสินค้าหัตถกรรม

นายธนาวัฒน์ ศรีคิรินทร์ ผู้จัดการทั่วไป โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในปีหน้าวางแผนที่จะลงทุนเปิดสาขาร้านกาแฟดอยตุงใหม่เพิ่มอีก 5-6 สาขา ซึ่งจะเน้นการเปิดสาขาในรูปแบบพื้นที่ขนาดเล็กและขนาดกลางคือ ระหว่าง 30 – 80 ตารางเมตร และจะเน้นเปิดที่พื้นที่ในกรุงเทพฯเป็นหลัก

ขณะที่ปีนี้ได้เปิดสาขาดอยตุงใหม่จำนวน 7 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาที่เปิดบริการรวมแล้วทั้งสิ้น 21 สาขา ซึ่งร้านกาแฟดอยตุงมี 3 รูปแบบคือ ขนาดเล็ก 30 ตารางเมตร ขนาดกลาง 70-80 ตารางเมตร และขนาดใหญ่ 120 ตารางเมตร ล่าสุดในเดือน พ.ย.นี้ เตรียมที่จะเปิดสาขาที่สถานทูตอเมริกัน และเพิ่มสินค้าและเมนูเครื่องดื่มใหม่ๆต่อเนื่อง

“แนวทางการทำตลาดของเรา จะชูความเป็นกาแฟของคนไทยที่ผลิตเองทุกขั้นตอน และจะเน้นให้บริการที่ดีสุดแก่ลูกค้า ซึ่งสัดส่วนลูกค้าปัจจุบัน แบ่งเป็น กลุ่มลูกค้าคนไทย 90% และต่างประเทศ 10% จึงทำให้ร้านกาแฟดอยตุงไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่ชาวต่างชาติมาเที่ยวไทยน้อยลงแต่อย่างใด เพราะลูกค้าหลักคือคนไทย”

สำหรับยอดขายในร้านกาแฟดอยตุงในปีบัญชี (ต.ค.51-ก.ย.52) ที่ผ่านมา เติบโตได้ 10% ตามแผนที่วางไว้ เป็นผลมาจากการที่ร้านกาแฟดอยตุงได้มีการปรับตัว ปรับระบบการทำงาน การบริหารใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ อีกทั้งได้เพิ่มเมนูเครื่องดื่ม และขนมมาบริการ จึงยังคงรักษาระดับลูกค้าคนไทยไว้ได้ สวนทางกับตลาดกาแฟระดับพรีเมียมและกาแฟแบรนด์ต่างประเทศที่ติดลบ

โดยตลาดรวมร้านกาแฟแบบนั่งทานในรานในปีนี้ เติบโตน้อยมากแค่ 4% จากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันรุนแรงทั้งเรื่องของโปรโมชั่นและการลดราคา ไม่ว่าจะเป็นซื้อ 1 แถม 1 หรือ ซื้อแก้วที่สองได้รับส่วนลด 50% เป็นต้น

สำหรับสถานการณ์ตลาดร้านกาแฟในปีหน้านั้นคาดว่าน่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้น และส่งผลตลาดรวมจะเติบโตเป็นเลขสองหลักเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนรายได้รวมของทั้งโครงการฯ ในปีนี้ นายธนาวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากผลกระทบของเศรษฐกิจส่งผลให้กระทบต่อรายได้รวมที่เติบโตเพียงเลขหลักเดียวเท่านั้น ซึ่งสาเหตุเติบโตได้เพราะมาจากปัจจัยหลักคือ การปรับโครงสร้างองค์กรตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลักโดยมีสัดส่วนรายได้ดังนี้ ธุรกิจอาหาร 40%, ธุรกิจท่องเที่ยว 20% , ธุรกิจหัตถกรรม 20% และ ธุรกิจเกษตรกรรม 20% ซึ่งพบว่าธุรกิจที่มีการเติบโตมากที่สุดเป็นเลขสองหลักคือ ธุรกิจอาหาร

นายธนาวัฒน์ ยังกล่าวถึง การทำตลาดในส่วนของกลุ่มสินค้าหัตถกรรมด้วยว่า จะมีการปรับใหม่ โดยจะเน้นการออกแบบสินค้าใหม่ ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพื่อง่ายต่อการจำหน่าย ทั้งนี้จากแผนการลงทุนธุรกิจ คาดว่าในปีหน้าจะมีรายได้รวมเติบโตเป็นเลขสองหลักแน่นอน

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2552