เปิดแนวรบ…”อาร์เอส” รุกหนัก “ออนไลน์-แซตเทลไลต์ทีวี”


เป็นค่ายบันเทิงที่ซุ่มปรับโครงสร้างธุรกิจมาพักใหญ่ ถึงเวลานี้ “อาร์เอส” บริษัทที่บริหาร คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์เน็ตเวิร์กครบวงจรก็เริ่มสปีดรุกธุรกิจทันที “สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายและแนวทางการทำงานในช่วงปลายปีนี้รวมถึง ปีหน้าว่า หลังจากที่บริษัทได้ปรับบิสซิเนสโมเดลธุรกิจมา 2-3 ปี ส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทในปีนี้มีความแข็งแรงและทำกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยเห็นชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 และคาดว่าน่าจะส่งผลดีต่อเนื่องในไตรมาส 3-4 ด้วย

สำหรับปีหน้า “อาร์เอส” ก็น่าจะมีผลประกอบการที่ดีกว่าปีนี้ในสัดส่วนที่สูงมาก เนื่องจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่มีความแข็งแรงและมีศักยภาพในการสร้างกำไร และมีอีเวนต์ฟุตบอลโลก ซึ่งจะทำให้มีรายได้พิเศษเกิดขึ้น

งานนี้เฮียฮ้อคาดว่าจะเป็นตัวเลขที่สูงถึง 500 ล้านบาท และขณะนี้ยอดการขาย สปอนเซอร์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกได้รับการตอบรับที่ดีมาก และขายไปแล้วกว่า 70% หรือราวๆ 370-380 ล้านบาท

นอกจากนี้ อาร์เอสยังมีแผนขยายธุรกิจใหม่ๆ โดยจะโฟกัสใน 3 ธุรกิจหลักๆ คือ 1.ธุรกิจออนไลน์ หลังจากที่เริ่มทำมาแล้ว 3 ปี ปัจจุบันประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ทั้งเว็บไซต์ http://www.plang.com และ http://www.zheza.com และปลายปีนี้จะเปิดเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับการเรียนรู้อีก 1 เว็บ คือ http://www.skoolbuz.com เน้นเนื้อหาด้านความบันเทิงและการศึกษา พร้อมกับรวม 3 เว็บไซต์ที่มีอยู่ไว้ในบิสซิเนสยูนิตของออนไลน์บิสซิเนส จากเดิมที่เว็บไซต์อยู่ในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล

2.ธุรกิจแซตเทลไลต์ทีวีหรือทีวีดาวเทียม ที่เปิดไปแล้ว 2 ช่องรายการเมื่อ 2 เดือนก่อน คือ You Channel ช่องรายการมิวสิค วาไรตี้ จับกลุ่มวัยทีน ช่วงอายุตั้งแต่ 13-25 ปี ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของอาร์เอส และ ช่องรายการสะบายดี จับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มครอบครัว

ส่วนแซตเทลไลต์ทีวีนั้น “สุรชัย” บอกว่า อาร์เอสเริ่มต้นดีกว่าคนอื่น เริ่มออกอากาศก็มีฐานคนดูทันที เพราะเข้าไปเซ้งช่องรายการมาจาก MV TV ที่ออกอากาศอยู่แล้ว เพียง 2 เดือนที่ออกอากาศการตอบรับดีเกินคาด จึงมั่นใจว่าเจ้าของสินค้าเองก็มองช่องทางสื่อใหม่ดังกล่าวนี้เช่นกัน

คาดว่าตั้งแต่ต้นปีหน้าแต่ละช่องรายการจะมีสปอนเซอร์สนับสนุนที่ชัดเจนและมีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองได้ และจะเป็นสื่ออีกแขนงหนึ่งที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต และคาดว่าจะเพิ่มช่องรายการได้อีกในช่วงต้นปีหน้านี้

และ 3.ธุรกิจต่อยอดในเชิงกลยุทธ์การทำสปอร์ตบิสซิเนสให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่เป็นบิ๊กอีเวนต์แห่งปีในปีหน้า หากได้รับการตอบรับจากสปอนเซอร์เต็มแล้วบริษัทก็พร้อมที่จะหาช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้ต่อไป ทั้งกิจกรรมทางการตลาด รายการพิเศษทางฟรีทีวี เป็นต้น

เช่นเดียวกับกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศลาว ที่อาร์เอสได้รับลิขสิทธิ์บริหารการถ่ายทอดสดในปลายปีนี้ เจ้าของสินค้าต่างให้ความสนใจไม่แพ้ฟุตบอลโลก และคาดว่าน่าจะสามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจเดิมที่มีอยู่ บอสใหญ่อาร์เอส ชี้ว่า บริษัทยังให้ความสำคัญต่อเนื่อง เพราะล้วนเป็นสื่อที่มีศักยภาพ เริ่มจากธุรกิจเพลงที่จะใช้ดิจิทัลเป็นตัวนำเช่นเดียวกับที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันรายได้ธุรกิจเพลงมาจากช่องทางดิจิทัลถึง 70% และเชื่อว่ายังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่องทางการขายแผ่นในรูปแบบเดิมค่อนข้างทรงตัว เพราะได้ดาวน์ไซซ์ลงมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว

“เราเปลี่ยนแนวทางทำเพลงโดยพยายามออกศิลปินโดยปล่อยซิงเกิลออกสู่ตลาดมากกว่าออกอัลบั้มเต็ม เพื่อตอบโจทย์การดาวน์โหลด พร้อมจัดเซ็กเมนต์ศิลปินให้ชัดเจน ขยายไปยังกลุ่มใหม่ๆ ต่อเนื่อง และมุ่งทำแคมเปญส่งเสริมการขายยอดดาวน์โหลดให้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น”

สำหรับสื่อวิทยุ เฮียฮ้อบอกว่า จะให้ความสำคัญกับการรักษาฐานคนฟังและลูกค้าเพื่อให้มีศักยภาพในการสร้างรายได้ต่อไปได้ โดยยังไม่มีแผนจะเพิ่มคลื่นจากที่มีอยู่ 2 สถานีในปัจจุบัน เพราะวิทยุเป็นสื่อที่อยู่ตัวและทรงตัว ขณะที่ธุรกิจผลิตรายการทีวีก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปและทำแผนเสนอรายการให้กับสถานีพิจารณาอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 8 รายการ

นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดกว้างให้บริษัทอินสโตร์มีเดีย ที่มีความแข็งแรงและเป็นผู้นำสื่อในโมเดิร์นเทรดอยู่แล้ว ขยายฐานไปยังสื่อใหม่ๆ โดยเฉพาะสื่อโฆษณากลางแจ้งมากขึ้น ที่ผ่านมาก็ได้เริ่มเปิดตลาดสื่อโฆษณาบนรถโดยสาร (bus ads) ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทมีรายได้ดีขึ้น

ส่วนธุรกิจหนังหลังจากที่ได้ปรับโครงสร้าง และปรับเปลี่ยนทีมงาน ปรับโพซิชันนิ่งจากโปรดักชั่นมาเป็นสตูดิโอแล้ว คาดว่าจะทำให้หนังของอาร์เอสหลากหลายขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับลดต้นทุนการทำงานได้อีกด้วย จากนี้ไปคาดว่าอาร์เอสจะมีหนังเข้าฉายเฉลี่ยประมาณ 5 เรื่อง/ปี ที่สำคัญหนังอาร์เอสจะมีคุณภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอาร์เอส บอกอย่างมั่นใจถึงยอดขายรวมในปีนี้ด้วยว่า น่าจะเป็นไปตามเป้า 2,300 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากกลุ่มธุรกิจคอนเทนต์ 66% และที่เหลือ 34% มาจากกลุ่มธุรกิจมีเดีย และคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 3 จะปรับตัว ดีกว่าไตรมาส 2 เช่นเดียวกับไตรมาส 2 ที่มีผลประกอบการดีกว่าไตรมาส 1 ถึง 17%

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากธุรกิจที่มีความ แข็งแรงขึ้น และบริษัทได้ตัดทิ้งในธุรกิจที่ขาดทุนไปหมดแล้ว และธุรกิจที่เหลือในเวลานี้ล้วนเป็นธุรกิจที่มีโอกาสในการทำธุรกิจทั้งสิ้น

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 12 ตุลาคม 2552