ยุทธศาสตร์ “ค้าปลีก” เคลื่อนทัพบุก “ภูธร” การตลาด “ผูกเสี่ยว” มัดใจคนอีสาน


โคราช-ขอนแก่น-อุดรธานีเป็น 3 หัวเมืองหลักของภาคอีสานที่กำลังเนื้อหอมจากบรรดากลุ่มทุนขนาดใหญ่เมืองหลวงที่ต่างขนทัพลงทุนเข้า ไปรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแทบไม่ต่างจากคนกรุงเทพฯหรือหัวเมืองอื่นๆ

ด้วยการคมนาคมที่เชื่อมต่อกันด้วยถนนอย่างดีขนาด 4 เลน ขนานสองฟากฝั่งเกือบ ทั้ง 19 จังหวัดในอีสาน โดยเฉพาะถนนมิตรภาพที่เชื่อมระหว่าง 3 เมืองใหญ่ที่มีรถวิ่งไป-มามากกว่า 1 แสนคัน/วัน

ขณะที่ในแง่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของ 3 จังหวัดก็สูงสุดในอีสาน คือประมาณ 7 หมื่นบาทต่อคนต่อปี

ควบคู่กันไปกับการทำงานของภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นที่ต่างเร่งผ่านการใช้ งบประมาณเพื่อสร้างโครงข่ายคมนาคมที่ทันสมัย รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับเป็น East West Economic Corridor เชื่อมโยงเป็นเขตเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

“ณัฐพลษ์ วิเชียรเพริศ” รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เล่าถึงแผน ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดานักลงทุน จากส่วนกลาง ในโอกาสที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นำนักลงทุนและ คู่ค้ากว่า 70 รายเยี่ยมชมความคืบหน้า ของโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา สาขาขอนแก่น และอุดรธานี เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

รองผู้ว่าฯยังฉายให้เห็นภาพทิศทางการเดินหน้าของขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการก้าวขึ้นสู่ฮับของอินโดจีน ขับเคลื่อนสนามบินให้เป็นระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางการศึกษา เศรษฐกิจ และคมนาคมของภูมิภาค รวมทั้งพันธสัญญา ยกระดับให้ขอนแก่นเป็นเมืองที่น่าอยู่ของโลกภายในปี 2560

“อัธยาศัย จริงใจ ดนตรี และอาหาร เป็นเสน่ห์ของคนอีสานที่ทำให้หลายๆ คนมาแล้วติดใจ หลายๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เข้ามาลงทุนแล้วปรับตัวเข้ากับคนใน ท้องถิ่นให้ยอมรับและผูกเสี่ยวว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน มีหลายๆ บริษัทอย่างโค้ก สิงห์ฯ ฟินิคซฯ ที่เข้ามาลงทุนสร้าง ความเจริญให้กับภาคอีสานและเป็นที่ยอมรับในภูมิปัญญาและ จิตวิญญาณของท้องถิ่นก็น่าจะเป็นคนอีสาน…บ้านเดียวกันได้ไม่ยาก”

“กอบชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็นย้ำว่า ทั้ง 2 ศูนย์นี้จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของซีพีเอ็นในการขยายตัวออกสู่ภูธร โดยคอนเซ็ปต์ของ ทั้ง 2 แห่งจะแตกต่างกันในแง่บรรยากาศและอารมณ์ โดยเซ็นทรัล ขอนแก่นจะเป็นเทรนด์เซตเตอร์ของอีสาน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนพื้นที่ 2.5 แสน ตร.ม. ด้วยงบฯลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในทุกๆ ด้านของภาคอีสาน ทั้งเศรษฐกิจ คมนาคม ศูนย์ราชการ และสถานศึกษา โดยจะมีร้านค้ามากกว่า 300 ร้านค้า รวมทั้งโรงภาพยนตร์

โปรเจ็กต์นี้ซีพีเอ็นจะใช้โมเดลของเซ็นทรัล ลาดพร้าวเป็นคอนเซ็ปต์ต้นแบบ เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน เป็นวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ มีห้าง สรรพสินค้าโรบินสันเป็นแม่เหล็กตัวหลัก

นอกจากนี้ก็จะมีร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซีที่ไป ควบคู่กัน รวมทั้งโรงหนังเอสเอฟซีเนม่าขนาด 1,800 ที่นั่ง ที่ถือว่าเป็นการขยาย สู่ภาคอีสานเป็นครั้งแรกของกลุ่มเอสเอฟ

และตอนนี้พื้นที่โครงการสามารถขายได้แล้ว 90% พร้อมเปิดในวันที่ 3 ธันวาคมนี้

เช่นเดียวกับเซ็นทรัล พลาซา อุดรธานี ซึ่งซีพีเอ็นใช้งบฯลงทุนรวม 5,300 ล้านบาทในการซื้อกิจการศูนย์การค้า โรงแรม และคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จากนักธุรกิจท้องถิ่น และตั้งใจจะขยายให้ใหญ่เป็น 2 เท่า ภายใน 2 ปีนี้ รวมพื้นที่เป็น 2 แสน ตร.ม.โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์การค้าคอมเพล็กซ์รองรับ กลุ่มลูกค้าไทย-ลาว

รวมทั้งการปั้นให้สาขาอุดรฯเป็นไลฟ์สไตล์ฮับ-เกตเวย์ เพื่อเจาะตลาด อินโดจีนด้วย

ด้วยจุดแข็งของการเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่เชื่อมโยงไปยังประเทศลาวที่มีประชากรกว่า 7 แสนคน และรวมทั้งกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นคนในท้องที่จังหวัดอุดรฯ ซึ่งในแง่ รายได้คนอุดรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูง ติดอันดับต้นในภาคอีสาน โดยการรีโนเวตเฟสแรกจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และโครงการต่อไปจะขยายไปยังบริเวณฝั่งตรงข้ามศูนย์รับตลาดในอนาคต

ขณะที่ “สุวิทย์ ทองร่วมโพธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด ผู้บริหารโรงหนังกลุ่มเอสเอฟ ชี้ถึงศักยภาพของตลาดอีสานว่ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะขอนแก่นถือเป็นจังหวัดนำร่องของเอสเอฟที่เข้ามาลงทุนในภาคอีสาน เนื่องจากดีมานด์ที่สูงมากแต่ที่ผ่านมาซัพพลายยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ทั้งนี้เอสเอฟใช้งบฯลงทุน 200 ล้านบาทสำหรับการเปิดโรงหนังขนาด 1,800 ที่นั่ง จำนวน 8 โรง รวมทั้งลานโบว์ลิ่งอีก 18 เลนในศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ขอนแก่น

“เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนในจุดใหม่ๆ ซึ่งในขอนแก่นมีโรงหนังอยู่ 6 โรง ใน 2 ศูนย์การค้าที่เป็นท้องถิ่น แม้ว่าการแข่งขันธุรกิจในขอนแก่นจะไม่สูงและรุนแรงเท่าที่กรุงเทพฯ แต่เราจะกลายเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับลูกค้า”

ด้าน “น.พ.นิติพล ชัยสกุลชัย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิติพล เวชกรรม จำกัด ผู้บริหารศูนย์ความงาม นิติพล คลินิกกล่าวว่า หลังจากนี้บริษัท มีนโยบายจะขยายสาขาเข้าสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น และกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดถือเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ ที่ผ่านมาแม้ว่าเศรษฐกิจจะกระทบต่อหลายๆ ธุรกิจแต่สำหรับความงามแล้วนั้นยังเติบโตได้ต่อเนื่อง

นี่คือการรุกคืบครั้งสำคัญของเหล้าธุรกิจค้าปลีกสู่ภาคอีสาน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 3 กันยายน พ.ศ. 2552