ธุรกิจญี่ปุ่นแห่ผุดสินค้าราคาเบาๆ รับมือลูกค้าจอมประหยัด


เป็นที่รู้กันว่าชาวญี่ปุ่นถือเป็นผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้สินค้าหรูหรากลายเป็นตลาดแมสในญี่ปุ่น ตั้งแต่เมลอนราคา 100 ดอลลาร์ ไปจนถึงกระเป๋าถือราคา 1,000 ดอลลาร์

น่าสนใจว่าแม้ญี่ปุ่นจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซายาวนาน นับตั้งแต่ต้นยุค 1990 แต่ผู้บริโภคญี่ปุ่นก็ยังเป็นลูกค้า รายใหญ่ของตลาดสินค้าหรู จนกระทั่งถึงวิกฤตครั้งล่าสุดที่ทำให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การเป็นนักช็อปยอดประหยัด ต่างจากอดีต

นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า เทรนด์ข้างต้นเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “เซยู” ห้างสรรพสินค้าในเครือวอล-มาร์ต ซึ่งยังไม่เคยทำกำไรได้เลยนับตั้งแต่เข้ามาทำธุรกิจในญี่ปุ่นตั้งแต่ 7 ปีก่อน แต่ล่าสุดยอดขายนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะสามารถทำกำไรได้ในปีนี้ เช่นเดียวกับ ห้างค้าปลีกราคาถูกอื่นๆ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

สวนทางกับธุรกิจอื่นๆ ที่มีรายได้ลดฮวบ โดยเฉพาะธุรกิจแฟชั่นหรูที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก อาทิ หลุยส์ วิตตอง แบรนด์ในดวงใจของชาวญี่ปุ่นที่รักกระเป๋าถือ กลับมียอดขายร่วงลง 20% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ และในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว บริษัทได้ประกาศยกเลิกแผนที่จะเปิดสาขาใหม่ในโตเกียวเพิ่มเติม

บริษัทที่ปรึกษา “แมคคินซีย์ แอนด์ คอมปะนี” ระบุว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าหรูของญี่ปุ่นที่มีมูลค่าราว 15-20 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นตลาดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ครั้งล่าสุด

บรรดานักวิเคราะห์ด้านค้าปลีกและ นักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภค ชาวญี่ปุ่นอาจจะกลายเป็นสิ่งที่อยู่แบบถาวร โดยชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่รักแฟชั่นจะไม่เห่อ แบรนด์หรูอีกต่อไป แต่หนุ่มสาวเหล่านี้จะสนใจการแต่งตัวสไตล์ mix and match ที่หาซื้อได้จากร้านเสื้อผ้ามือสองมากกว่า

“อิซูมิ ฮิรานูมะ” วัยรุ่นอายุ 19 ปี ตอกย้ำแนวคิดข้างต้นว่า ผู้คนเคยคิดว่าพวกเขาต้องการหลุยส์ วิตตอง แต่สาวๆ รุ่นใหม่ไม่ได้คิดอย่างนั้นกันแล้ว

ภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ ราคาถูกจะกลายเป็นที่นิยมสำหรับสินค้าทุกประเภท

อย่างเช่นในซูเปอร์มาร์เก็ต ยอดขายของผักทั่วๆ ไปที่มีราคาถูก อาทิ ถั่วงอก หัวหอม และเห็ดในท้องถิ่น กลับมียอดขายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับผักอย่าง กะหล่ำปลี ที่มีราคาแพงกว่า และแทนที่ชาวญี่ปุ่นจะปลื้มกับเมลอนเหมือนในอดีต พวกเขาก็เปลี่ยนไปซื้อกล้วยที่มีราคาถูกกว่า

“มากิ คุโด” บอกว่า เวลาจะซื้อผลไม้ แทนที่จะคิดถึงแบรนด์ เขากลับคิดถึงราคามากกว่า

“ได-อิชิ ไลฟ์ รีเสิร์ช อินสติติวต์” ระบุว่า ดัชนีวัดความประหยัดของคนญี่ปุ่นที่ดีอีกตัวหนึ่งคือ ยอดขายร่มที่เพิ่มขึ้น เพราะชาวญี่ปุ่นพร้อมเผชิญกับฝนที่กระหน่ำลงมา มากกว่าจะยอมใช้บริการแท็กซี่

ข้อมูลจากได-อิชิฯพบว่า ในปีที่แล้วการใช้จ่ายของครัวเรือนญี่ปุ่น โดยเฉลี่ยลดลง 69,509 เยน (762 ดอลลาร์) เหลือ 3.5 ล้านเยน (38,475 ดอลลาร์) เทียบกับปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มจะ ลดลงอีกในปีนี้

นี่ทำให้ธุรกิจเปิดศึกสงครามราคา อาทิ เบียร์ราคาถูก ซึ่งทำจากถั่วเหลือง หรือ โปรตีนจากถั่ว แทนที่จะใช้ข้าวบาร์เลย์ ในการหมัก

โดยในเดือนกรกฎาคม “เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์” ที่ดำเนินธุรกิจเชนร้าน “เซเว่นอีเลฟเว่น” เปิดตัวเบียร์สูตรใหม่ในราคากระป๋องละ 1.35 ดอลลาร์ ในเดือนเดียวกัน “อิออน” ก็เปิดตัวเบียร์ราคา 1.09 ดอลลาร์ หลังจากนั้นเชน ซูเปอร์มาร์เก็ต “ไดอิ” (Daiei) ก็นำเสนอเบียร์ราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์

แบรนด์เสื้อผ้าราคาสบายกระเป๋า “U.G.” ในเครือ “ยูนิโคล” (Uniqlo) ก็เริ่มเปิดสงครามราคากางเกงยีน โดยเสนอขายกางเกงยีนในราคา 990 เยน ขณะที่อิออนก็ขายกางเกงยีนในราคา 880 เยน และเซยูก็มีแผนจะขายยีนราคาเบาๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ภาวะถดถอยยังทำให้กระแสร้านมือสองเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่น อาทิ “ฮันจิโร” ที่ขณะนี้มี 19 สาขา ซึ่งในเดือนเมษายน บริษัทเปิดสาขาที่ ไซตามะ และมีวัยรุ่นญี่ปุ่นเข้าคิวรอซื้อ ราว 1,000 คน

ขณะที่เซยูกำลังบูมกระแสข้าวกล่อง หรือเบนโตะ ที่วางขายราคา 298 เยน และกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 24 กันยายน 2552