7/11ปูพรมสาขาแฟรนไชส์-ชูภาพ”ร้านอิ่มสะดวก”ดึงลูกค้า


“เซเว่นอีเลฟเว่น” ปรับยุทธศาสตร์เพิ่มน้ำหนักดึงเถ้าแก่หน้าใหม่เปิดแฟรนไชส์ ช่วยเพิ่มความคล่องตัว-ลดภาระการลงทุน มีเวลาทำหน้าที่สร้างประสิทธิภาพด้านยอดขายและกำไรมากขึ้น พร้อมโฟกัสภาพลักษณ์ “ร้านอิ่มสะดวก” แทนร้านสะดวกซื้อ เผยหลังทยอยปรับโพซิชันนิ่ง ตัวเลขวิ่งฉิว

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า จากนี้ไปบริษัทจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มสาขาแฟรนไชส์มากขึ้น จากปัจจุบัน เซเว่นฯมีร้านแฟรนไชส์อยู่ 2,344 สาขา หรือ 45% และจะเพิ่มเป็น 46% ภายในสิ้นปี จากทั้งหมด 5,000 สาขา วางแผนภายใน 5 ปี สัดส่วนร้านแฟรนไชส์จะมีประมาณ 60% ส่วนอีก 40% ที่เหลือเป็นการลงทุนเองของบริษัท หรือเฉลี่ยมีแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นปีละ 3%

ที่ผ่านมา เซเว่นฯได้ปรับเงื่อนไขการเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ให้ง่ายขึ้น ทั้งการเพิ่ม รูปแบบการลงทุนที่มี 2 โมเดล คือลงทุน 500,000 บาท ระยะเวลาอนุญาตให้ดำเนินการร้าน 6 ปี กับลงทุน 1.7 ล้านบาท ระยะเวลาอนุญาต 10 ปี หรือแม้กระทั่งการการันตียอดขายด้วยการให้ผู้สนใจลงทุนเลือกซื้อแฟรนไชส์จากสาขาที่ประสบความสำเร็จแล้ว โดยไม่ต้องมีทำเลมาเสนอ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนแฟรนไชส์ บริษัทจะเน้นนักธุรกิจรายใหม่มากกว่าแฟรนไชซีเดิม จึงมีกฎเข้มงวดสำหรับ แฟรนไชซีเดิมที่อยากซื้อแฟรนไชส์เพิ่ม ต้องทำมาตรฐานร้านเดิมให้เข้าเกณฑ์สูงถึง 90% ทั้งนี้ บริษัทต้องการสร้างนักธุรกิจ รุ่นใหม่ๆ มากกว่า

“ข้อดีของการมุ่งขยายแฟรนไชส์ หลักๆ ทำให้การทำงานของบริษัทคล่องตัวขึ้น เพราะแฟรนไชซีจะเป็นผู้บริหารจัดการร้านแทนบริษัท ขณะเดียวกัน บริษัทจะสามารถให้เวลากับการสร้างประสิทธิภาพด้าน ยอดขายและกำไรต่อสาขาได้อย่างเต็มที่”

นายปิยะวัฒน์กล่าวว่า พร้อมกันนี้ เซเว่นฯก็จะปรับภาพลักษณ์จากร้านสะดวกซื้อเป็นร้านอิ่มสะดวกควบคู่ไปด้วย เริ่มจากการถอดรายการสินค้าของใช้ทั่วไปออกจากร้านนับพันรายการ เพื่อนำเสนอสินค้าอาหารเพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะชิลล์ฟู้ด เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม จากที่ก่อนหน้านี้มีสัดส่วนอาหาร 70% ของใช้ทั่วไป 30% ก็ปรับเป็นอาหาร 80% ของใช้ทั่วไป 20% และภายใน 3 ปี จะปรับเป็น 85 : 15 รวมถึงการเพิ่มธุรกิจใหม่ๆ ในร้าน ปัจจุบันมีร้านอิ่มสะดวกเต็มรูปแบบ 200-300 สาขา ในกรุงเทพฯและปริมณฑล บางสาขาที่ไม่มีชิลล์ฟู้ด ก็จะมีเบเกอรี่นำร่องไปก่อน

การที่บริษัทปรับมาเป็นร้านอิ่มสะดวก เพราะการขายสินค้าทั่วไปจะไม่ฉีกจากร้านมินิมาร์ตและโชห่วย นอกจากนี้ บริษัทในเครือยังมีความชำนาญเรื่องอาหาร จึงสามารถซัพพอร์ตสินค้าในร้านได้เต็มที่ และที่สำคัญ สินค้ากลุ่มอาหารมีมาร์จิ้นสูงถึง 30% ขณะที่ของใช้ทั่วไปมีมาร์จิ้นเพียง 10%

“อาหารยังเป็นสินค้าที่ขายออกง่ายกว่า เพราะลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อได้ 3 มื้อต่อวัน ไหนจะมื้อทานเล่นที่มีไม่จำกัด ตรงข้ามกับของใช้ทั่วไปที่ใช้เวลานานกว่าจะขายหมด บางสินค้าใช้เวลานานสุดถึง 7 เดือน”

นายปิยะวัฒน์กล่าวต่อไปว่า หลังจากเริ่มปรับภาพลักษณ์มาเป็นร้านสะดวกอิ่มตั้งแต่ต้นปี ทำให้ 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถเติบโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้คือ 5% และสินค้าอาหารก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า โดยเฉพาะแบรนด์อีซี่โก ซึ่งมียอดขายสาขาละ 15 แพ็กต่อวัน หรือมากกว่า 2 ล้านแพ็กต่อเดือน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 21 กันยายน 2552