วิน-วินสไตล์ “ขาใหญ่” สูตรใหม่ฉบับ “ปตท.-เซ็นทรัล”


เมื่อใหญ่มาเจอกับใหญ่ จึงไม่แปลกที่สูตรการตลาดใหม่ๆ ย่อมเกิดขึ้น กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “ปตท.” เซ็นสัญญากับ “เซ็นทรัลรีเทล” หรือซีอาร์ซี สำหรับการเข้ามาช่วยดูแลการจัดซื้อสินค้าให้ร้านจิฟฟี่ 146 สาขาทั่วประเทศ

เป็นการเซ็นสัญญา 3 ปี โดยเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล 1 ในหน่วยธุรกิจหลักของซีอาร์ซี ผู้บริหารร้านท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตและเซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสินค้าให้กับร้านจิฟฟี่

“ทศ จิราธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า รูปแบบการขยายธุรกิจในอนาคตของเซ็นทรัลรีเทลไม่จำเป็นที่จะต้องขยายด้วยตัวเองเท่านั้น การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในธุรกิจต่างๆ จะเห็นภาพที่ชัดและมากขึ้น กลยุทธ์ของบริษัทจะ open & flexible มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ ซีอาร์ซีพร้อมคุยหมด

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างเซ็นทรัลรีเทล ผู้นำในธุรกิจค้าปลีก และ ปตท. บริษัทอันดับหนึ่งของประเทศ

“ทศ” ชี้ว่า ย่อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการขยายธุรกิจทั้ง 2 ฝ่าย เป็นกลยุทธ์ที่วิน-วินทั้งคู่

โดยจิฟฟี่มีความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่สูงมาก เช่นเดียวกับท็อปส์ ที่มีภาพของซูเปอร์มาร์เก็ต

โดยที่ท็อปส์จะทำหน้าที่เป็นหลังบ้านให้จิฟฟี่ ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญในการบริหารและจัดซื้อสินค้าและโครงสร้างทั้งระบบขนส่งและคลังสินค้าผ่านท็อปส์ทั้ง 117 สาขา ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับจิฟฟี่ว่าสามารถวางสินค้าใหม่ได้เร็วและทันกับความต้องการของตลาด เป็น “first in market” การทำธุรกิจที่ดีและจะสำเร็จได้นั้นทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านต้องดีและไปด้วยกัน

จะว่าไปแล้วความร่วมมือครั้งนี้เป็นเหมือนการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกของ ปตท.และเซ็นทรัล เพราะก่อนหน้านี้เซ็นทรัลเคยเข้ามาบริหารจัดซื้อสินค้าให้กับจิฟฟี่ก่อนที่กลุ่มโคโนโค (ผู้ถือหุ้นเดิมปั๊มน้ำมันเจ็ท) ได้เปลี่ยนให้กลุ่มสตาร์มาร์ทมาบริหาร และเมื่อ ปตท.ซื้อกิจการปั๊มน้ำมันเจ็ท ปตท.ก็วางใจให้ซีอาร์ซีบริหารการจัดซื้อสินค้าให้อีกครั้ง

“ดร.กฤษณะพล โกมลบุณย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้เป็น เพียงจุดเริ่มต้นสำหรับการทำธุรกิจร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย นอกจากให้ท็อปส์เข้ามา บริหารสินค้าร้านจิฟฟี่ในกลุ่มสินค้าทั่วไปสัดส่วน 60% ในอนาคตสัดส่วน 40% ที่เป็นกลุ่มอาหารสดอาจให้สิทธิ์กลุ่ม เซ็นทรัลด้วย จากปัจจุบันที่จิฟฟี่สั่งตรงจากซัพพลายเออร์

ส่วนโปรเจ็กต์ที่จะทำร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลต่อจากนี้คือการดึงสินค้าแฟชั่น แบรนด์เนมของกลุ่มซีเอ็มจีเข้ามาเปิดช็อปในปั๊ม ปตท. โดยจะเริ่มนำร่องในโมเดลใหม่ “แพลตินั่ม” ของ ปตท.สาขาแก่งคอย (ทาง ไปปากช่อง) ก่อนที่จะขยายในปั๊ม ปตท. อื่นๆ ตามหัวเมืองและจุดท่องเที่ยวร่วมกัน

การดึงคู่ค้ารายใหม่ๆ หรือการตลาดในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของกลุ่มค้าปลีก ปตท.ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ในกลุ่มน็อนออยล์มากขึ้น เพื่อเสริมจากรายได้น้ำมันที่ค่อนข้างทรงตัว

“ที่ผ่านมาเรากำลังสร้างทีมรีเทลให้แข็งแกร่ง ดึงคนที่มีศักยภาพจากค้าปลีกต่างๆ มาร่วมงานกัน เพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขัน ซึ่งทั้งสินค้า โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เราต้องเร็วและสู้คนอื่นให้ได้”

ส่วนประเด็นที่ว่าปั๊ม ปตท.ทั่วประเทศกว่า 1.2 พันแห่งที่มีร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นเปิดอยู่นั้น จะเปลี่ยนเป็น จิฟฟี่ทั้งหมดด้วยหรือไม่ “ดร.กฤษณะพล” ชี้ว่ายังบอกไม่ได้ เพราะบริษัท ปตท.บริหาร ธุรกิจค้าปลีก เป็นบริษัทลูกที่ทำหน้าที่เสมือนดีลเลอร์บริหารเฉพาะปั๊ม ปตท.ที่เป็นเจ็ทเดิม 146 สาขาเท่านั้น ส่วนปั๊ม ปตท.ที่เหลือบริหารโดย ปตท.บริษัทแม่ ซึ่งให้สิทธิ์เซเว่นอีเลฟเว่นเปิดร้านสะดวกซื้อ และยังเหลือเวลาอีก 4 ปีที่จะหมดสัญญา และกว่าจะถึงวันนั้นค่อยมาว่ากันอีกที

แต่ภาพที่จะได้เห็นมากขึ้นหลังจากนี้ของกลุ่มค้าปลีก ปตท. คือ ก้าวเข้าสู่การแข่งขันธุรกิจค้าปลีกอย่างเต็มตัว ด้วยการเตรียมขยายร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ออกนอกปั๊มน้ำมัน ปตท.เป็นครั้งแรก โดยจะยกระดับให้เป็น รูปแบบร้านพรีเมี่ยมและคัดเลือกสินค้าเฉพาะเท่านั้น

เป็นโมเดลร้านแบบใหม่ที่ไม่เหมือนกับจิฟฟี่ หรือจิฟฟี่เอ็กซ์เพรสทั้ง 146 สาขา และจะเห็นสาขาแรกที่ตึก “Energy Complex” บนพื้นที่ขนาด 125 ตร.ม.

ภาพความเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจ 2 รายใหญ่ที่ผนึกกำลังด้วยกลยุทธ์วิน-วิน ย่อมส่งสัญญาณให้กับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ว่าต้องปรับตัวและรับมือสู้กับโลกการแข่งขันที่ดุเดือดต่อจากนี้ไป

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 21 กันยายน 2552