“บทเรียนที่ดีจากสยามเซ็นเตอร์ “การเติบโตอย่างยั่งยืน””


By kobkarn

ดิฉันเคารพและชื่นชม พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสตร์ มานาน ถึงแม้วันนี้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว ท่านเป็นนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้บุกเบิกริเริ่มสร้างสรรค์ความเจริญที่ดีให้กับประเทศไทย ทำให้ประเทศเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยภาพพจน์ที่สวยงาม จนเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเอเชีย จนได้เป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ แต่ที่ดิฉันประทับใจมากที่สุดในแง่การเป็นผู้บริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือ การบริหารสยามเซ็นเตอร์

สยามเซ็นเตอร์เป็นศูนย์การค้าระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ก่อตั้งเมื่อพ.ศ.2516 เป็นศูนย์การค้าที่ริเริ่มและบริหารโดย พล.อ.เฉลิมชัย และส่งต่อจนถึงรุ่นลูก คุณแป๋ม ชฎาทิพ จูตระกูล จนถึงวันนี้ได้ขยายธุรกิจเพิ่มมีสยามดิสคัฟเวอรี่ สยามทาวเวอร์ และสยามพารากอน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสยามเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ

ตั้งแต่เมื่อ 36 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ที่นี่ยังคงสามารถคงความเป็นหนึ่งของการเป็นผู้นำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เป็นต้นแบบนำไปประยุกต์ใช้ทำศูนย์การค้าอื่นๆ ทั่วประเทศ การเติบโตอย่างยั่งยืนมาตลอด 36 ปีนี้โดยยังคงเป็นบริษัทไทย ไม่ได้มีสาขาทั่วประเทศอย่างที่อื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สยามเซ็นเตอร์ มีศูนย์การค้าระดับยักษ์อย่างพารากอนมาตั้งอยู่ติดๆ มีมาบุญครอง,เซ็นทรัล เวิล์ด,เซ็นทรัลชิดลม,โฮมโปร และเอ็มโพเรียม ตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกันห่างกันไม่ถึง 3 กม.

สยามเซ็นเตอร์สามารถปรับตัวได้อย่างไรถึงสามารถเก็บลูกค้า ร้านค้า และที่สำคัญคือพนักงานได้อย่างเหนียวแน่น ดิฉันคิดว่าความสำเร็จของการบริหารงานของสยามเซ็นเตอร์มีอยู่ 5 ข้อ

1.การมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สยามเซ็นเตอร์ดิฉันเห็นการสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างเด่นชัดมาโดยตลอด การเป็นศูนย์กลางแฟชั่น การออกแบบ มีกลุ่มเป้าหมายที่เด่นชัด คือวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยเป็นลูกค้ามานาน หลายครั้งถ้าดิฉันต้องการรู้ว่า คนรุ่นใหม่เขาชอบอะไร ใช้อะไร ทานอะไร ก็จะมาดูที่นี่ประจำเพราะที่นี่ยังเป็นแหล่งของคนรุ่นใหม่จริงๆ ดังนั้นถึงแม้สยามเซ็นเตอร์จะอยู่ติดกับอีกหลายห้างดังๆ ลูกค้าของที่นี่ก็ยังคงมีอยู่ไม่ขาดหาย

2.การดูแลร้านค้า ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของร้านค้าในสยามเซ็นเตอร์ พวกเขารักที่นี่ เพราะผู้บริหารดูแลเขาด้วยใจ ยามทุกข์ก็ช่วยเหลือกัน ยามสุขก็เติบโตไปด้วยกัน ดูแลและพัฒนาไปด้วยกัน ยุติธรรม เสมอภาค เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมีศูนย์การค้าเกิดขึ้นใหม่ๆ มากมาย แต่ร้านค้าส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งที่นี่ และยังคงดูแลกิจการให้เติบโตไปได้ด้วยเช่นกัน

3.การสร้างใจพนักงาน คนทำงานที่นี่มีอายุมากก็เยอะ น่าจะทำงานกันมานาน แต่คนรุ่นใหม่ก็มีอีกหลายคน การสร้างให้คนรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามีความรักสามัคคี ทุ่มเทให้องค์กรคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากของที่นี่ ทำให้พนักงานมีใจรัก และภาคภูมิใจในการให้บริการ ถึงแม้จะเป็นศูนย์การค้าเล็ก แต่ทุกคนทำงานอย่างอบอุ่น กล้าเปลี่ยนแปลงไปกับยุคสมัย

4.ความเป็นไทย ข้อนี้ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ดิฉันชื่นชมการทำงานของที่นี่ ดิฉันมีเพื่อนต่างประเทศที่เป็นนักธุรกิจระดับโลกหลายคน เขาบอกว่าเมื่อมาเมืองไทยเขาชอบมาซื้อของที่สยามเซ็นเตอร์ เพราะที่นี่เป็นแหล่งงานสร้างสรรค์ของนักออกแบบไทย เขาต้องการสินค้าไทย เขาบอกว่าถ้าเขาต้องการยี่ห้อระดับนานาชาติ เขาไปซื้อที่ไหนก็ได้ แต่ถ้ามาเมืองไทยเขาอยากได้ของดีของคนไทย ทำให้ดิฉันภูมิใจมาก และที่นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจคนไทยอื่นๆ ให้เรียนรู้ และเป็นกำลังใจว่าคนไทยทำได้ ถ้ามีใจสู้และพัฒนา

5.การทำเพื่อผู้อื่น สยามเซ็นเตอร์มีกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดเวลา ทำให้เป็นศูนย์การค้าที่อยู่คู่สังคมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมาโดยตลอด สร้างความผูกพันทางใจให้ผู้บริโภค ลูกค้า ว่าเป็นการทำธุรกิจที่ต้องการเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาของชาติ

ทั้งหมดนี้ที่เล่ามาเพราะดิฉันคิดว่า แม้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ยังอยู่ แต่ธุรกิจคนไทยยังคงต้องอยู่ได้ ถึงแม้จะมีทุนน้อยกว่า ขนาดเล็กกว่าก็ตาม แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจศรัทธาในสิ่งที่มี กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ใจของคนทั้งทีมที่ต้องการร่วมสร้างสิ่งที่ดีสู่ชีวิตสังคมประเทศชาติของเรา

ที่มา
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7370&user=kobkarn