เอียน ไพย์ สร้างค้าปลีกด้วยนวัตกรรม


เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย รวมทั้งเป็นหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในยุคการนำของเอียน ไพย์

บรรยากาศงานแถลงข่าวของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อาจดูแปลกไปกว่าครั้งอื่น แม้จุดประสงค์ของการพบสื่อมวลชนครั้งนี้ คือสรุป “ความสำเร็จ 5 ปี กับนวัตกรรมในธุรกิจค้าปลีก” ในขณะเดียวกัน งานแถลงข่าวครั้งนี้ยังถือเป็นการแถลงข่าวการเกษียณอายุของเอียน ไพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฯ

อันที่จริงแล้ว เอียน ยังเหลืออายุการทำงานอีกถึง 2 ปีก่อนที่จะเกษียณ แต่ด้วยการรุมเร้าของโรคภัยไข้เจ็บ ที่ทางหมอแนะนำว่าไม่ควรนั่งทำงานประจำอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจเกษียณอายุก่อนกำหนดซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 กันยายน 2552 นี้ และจะเดินทางไปยังอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิด เพื่อไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่นั่น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองจุดประสงค์ของการแถลงข่าวดูจะสอดคล้องกันเป็นอย่างดี

เพราะความสำเร็จ 5 ปี กับนวัตกรรมในธุรกิจค้าปลีกของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นั้นล้วนมาจากการบริหารงานของมิสเตอร์รีเทลคนนี้

“ความเข้าใจในผู้บริโภคถือเป็นความสำเร็จหลักในการสร้างความเติบโตของธุรกิจ” เอียน กล่าวถึงกลยุทธ์หลักที่นำมาใช้ตลอด 5 ปีของการทำงานในแวดวงธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองไทย

จากเป้าหมายในช่วงแรกของการทำงานที่มุ่งล้างหนี้สะสม ปัจจุบันเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล คือ หนึ่งในผู้นำของธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของเมืองไทยจำนวน 117 สาขา ประกอบด้วย เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ และท็อปส์ เดลี่ ด้วยส่วนแบ่งตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 8.6% และมีเป้าหมายยอดขายในปี 2010 อยู่ที่ประมาณ 22,000 ล้านบาท

เอียนเล่าย้อนเมื่อครั้งเข้ามาร่วมงานกับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เมื่อ 5 ปีที่แล้วให้ฟังว่า ตอนนั้นบริษัทฯกำลังประสบกับภาวะขาดทุนสะสม ตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2003 รายได้แทบไม่เติบโต ยอดขายรวมในแต่ละปีเพียงหมื่นกว่าล้านเท่านั้น

จากการคลุกคลีอยู่ในธุรกิจค้าปลีกมากกว่า 44 ปีของตลอดอายุการทำงาน ทำให้เอียนตระหนักได้ว่าการเติบโตของธุรกิจต้องมาจากความเข้าใจในพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคเป็นหลัก และในตอนนั้น บริษัทฯยังไม่ได้โฟกัสในเรื่องนี้จริงจังมากนัก

ในปลายปี 2003 บริษัทจึงเปิดตัวสปอต รีวอร์ด คาร์ด บัตรสมาชิกสำหรับลูกค้าที่มาจับจ่าย กลยุทธ์ CRM ที่ช่วยให้บริษัทฯรับทราบข้อมูลพฤติกรรมจากลูกค้า และช่วยสร้างความเข้าใจในลูกค้าอย่างแท้จริง ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดในการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆเพิ่มเติมขึ้นมารองรับ ทั้งการสร้างสรรค์รูปแบบร้านสาขาที่เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าแต่ละกลุ่ม การนำเสนอสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพ กลยุทธ์ด้านการกำหนดราคา การนำเสนอรายการส่งเสริมการขาย ความใส่ใจในบริการ และการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างเฉพาะกลุ่ม

ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจุบัน สปอต รีวอร์ด คาร์ด กลายเป็น Loyalty Program ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากจำนวนสมาชิก 4.1 ล้านคน และสร้างยอดขายให้กับบริษัทได้มากถึง 82%

และเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (CFR) ได้เติบโตเป็นร้านค้าปลีกประเภทสินค้าอาหารที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย ติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทที่น่าจับตามองของ IGD ในปี 2006 รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นสุดยอดฟู้ดสโตร์ระดับโลก (The World’s Greatest Food Retailers) อันดับ 3 ตลอดจนร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ที่ได้รับรางวัล “The Best Food Store in Asia”

แน่นอนว่า เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล คือ อีกหนึ่งความสำเร็จของเอียน ไพย์

ถึงแม้ว่า หลังจากวันที่ 1 กันยายนนี้ เอียน ไพย์ จะกลายเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฯ แต่วิสัยทัศน์ที่เขาได้วางไว้นับตั้งแต่มาร่วมงานกับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จะได้รับการสานต่อโดยอลิสเตอร์ เทย์เลอร์ คู่หูเพื่อนร่วมงานของเอียนครั้งเมื่อเขาทำงานกับ พาร์คเอ็นช็อป ฮ่องกง (ParknShop Hong Kong) ก่อนที่เอียนจะดึงเขามาทำงานที่นี่ด้วยกัน

ในวัย 44 ปี อลิสเตอร์ตั้งเป้าที่จะพัฒนาสินค้า Own Brand ของบริษัทฯให้ครอบคลุมและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเป็นการนำเสนอสินค้าทางเลือกที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค พร้อมๆกับไปการสร้างภาพลักษณ์การเป็นฟู้ดสโตร์ให้กับธุรกิจของบริษัทฯอีกด้วย

“เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ได้ยกระดับธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองไทย จากความสำเร็จและการเติบโตของบริษัทฯ ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในะรกิจค้าปลีก ผมเชื่อมั่นว่าภายหลังที่ผมเกษียณอายุ อลิสเตอร์จะสามารถสานต่อวิสัยทัศน์ขององค์กร และขยายการเติบโตในธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”

44 ปีของเอียน ไพย์ในธุรกิจค้าปลีก

เอียน ไพย์ มีประสบการณ์ในการจัดการงานสายซูเปอร์มาร์เก็ตยาวนานถึง 44 ปีในสามประเทศ เขาเข้าร่วมงานกับบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในปี 2547 ภายหลังจากที่บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ค้าอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าซื้อกิจการจากบริษัท รอยัล อาโฮลด์ ในช่วง 6 เดือนแรกของการทำงานของเอียนได้ขยายสาขาของท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตจาก 47 สาขาเป็น 74 สาขา โดยได้เข้าซื้อกิจการของซูเปอร์มาร์เก็ตฟู้ด ไลอ้อน ทั้งหมด 23 แห่งจากบริษัทเดลเฮทส์ เบลเยี่ยม ตลอดจนได้พลิกฟื้นผลประกอบการธุรกิจที่ขาดทุนมานานกว่า 9 ปีให้มีผลกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) กว่า 500 ล้านบาทในปี 2548

ภายใต้การนำของเขา บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ได้ก้าวสู่การเป็นผู้ค้าปลีกที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย รวมทั้งเป็นหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วย โดยมีส่วนแบ่งตลาดที่เติบโตเร็วมากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

ในช่วงปี 2541-2547 เอียนได้สร้างความสำเร็จให้แก่ซูเปอร์มาร์เก็ต พาร์คเอ็นช็อป ฮ่องกง (ParknShop Hong Kong) ด้วยการผลักดันร้านค้าคอนเซปท์ซูเปอร์ สโตร์และเมก้าสโตร์ให้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง รวมทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเขาจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายค้าปลีกและผู้อำนวยการฝ่ายจัดการประจำฮ่องกง สู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชีย

ก่อนเข้าร่วมงานกับพาร์คเอ็นช็อป เอียนสะสมประสบการณ์งานซูเปอร์มาร์เก็ตยาวนานถึง 33 ปีที่เซฟเวย์ (Safeway) ร้านค้าปลีกที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของสหราชอาณาจักรในตำแหน่งอาวุโสตั้งแต่รองผู้อำนวยการฝ่ายค้าปลีก ผู้อำนวยการฝ่ายคัดเลือกสินค้าปลีก และผู้อำนวยการฝ่ายจัดการคลังสินค้า

เอียนเป็นผู้นำการพัฒนาและนำระบบการสั่งซื้อสินค้าแบบอัตโนมัติ รวมทั้งระบบการสั่งซื้อ ขนส่ง และจัดเก็บสินค้า (ซัพพลาย เชน) มาใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้เซฟเวย์กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่ใช้ระบบสั่งซื้อสินค้าตามยอดขาย ส่งผลให้สามารถจัดการปริมาณสินค้าบนชั้นวาง ยอดขาย รายการหักคืนในคลังสินค้าในร้านและศูนย์คัดแยกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 สิงหาคม 2552