เอ็มบีเค Slow but Sure เดินอย่างเต่า-ให้นมอย่างวัว


คงไม่ได้เห็นเอ็มบีเคเติบโตแบบ Aggressive เพราะวันนี้ธุรกิจเดินมาถึงจุด ‘โตเต็มวัย’ แล้ว แม้จะเดินช้าแบบ ‘เต่า’ ก็ถึง ‘เส้นชัย’ ได้เหมือนกัน

ถามนักเก็งกำไรว่าอะไรคือ “เสน่ห์” ของหุ้นเอ็มบีเค คำตอบคือ “ไม่มี” (ราคาหุ้นนิ่งเหลือเกิน) แต่คำถามเดียวกันถ้าถามนักลงทุนระยะยาวสิ่งแรกที่จะนึกถึงก็คือ “ความมั่นคง” ต่อมาเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผล “สม่ำเสมอ” แต่เอ็มบีเคก็เป็นตัวเลือกของนักลงทุนระยะยาวจำนวนไม่มากนัก

สังเกตจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมดเพียง 1,519 ราย จัดเป็นตัวเลขที่ “ค่อนข้างน้อย” นั่นเพราะเอ็มบีเคขาดเสน่ห์ในด้านการเติบโตมาหลายปีมีลักษณะธุรกิจเป็น “วัวนม” (Cash Cows) แต่มีแบรนด์แข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

ในปี 2552 อาจเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่บริษัทอาจมีรายได้และกำไรสุทธิลดลง สุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม บี เค ยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า เศรษฐกิจแบบนี้จะหวังให้รายได้ปีนี้เติบโต 5% เหมือนทุกปีคงจะยากไม่แน่อาจจะติดลบเล็กน้อยด้วยซ้ำ

เอ็มบีเคเป็นบริษัทในกลุ่มทุนธนชาต ธุรกิจเด่นๆ ได้แก่เป็นเจ้าของศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส โรงแรมเชอราตัน กระบี่ บีช รีสอร์ท และข้าวถุงมาบุญครอง เป็นต้น สุเวทย์ อธิบายว่า ในปีนี้บริษัทต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ถึง “สามข้อ” คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจโลก 2.ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และ 3.ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง

“เราเริ่มโดนหนักๆ ตั้งแต่ช่วงปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปลายปี 2551 แม้การเมืองจะเบาลงแต่ก็มีผลต่อรายได้รวมแน่นอน สิ่งที่เห็นตอนนี้จำนวนคนเดินเข้าห้างเอ็มบีเคลดลง 5-10% ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ที่กระทบหนักที่สุดก็คือธุรกิจโรงแรม ปกติช่วงไฮซีซันยอดจองจะเต็มตลอดแต่ช่วงต้นปีเหลือ 80-90% ส่วนโลว์ซีซันปกติอยู่ที่ 40-50% แต่ตอนนี้เหลือเพียง 30%”

ภาพรวมธุรกิจที่ซบเซาทำให้บอร์ดบริหารเอ็มบีเคตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนสร้างโรงแรมแห่งใหม่ที่เกาะสมุยและภูเก็ตมูลค่ารวม 1,600 ล้านบาทออกไปก่อน แผนธุรกิจในปีนี้จึงเน้นรักษากระแสเงินสดให้เป็นบวกตลอดเวลาซึ่งปกติบริษัทจะมี Cash Flow ประมาณปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท

“ปีนี้เราจะควบคุมการลงทุนอย่างระมัดระวัง และมองไปที่โอกาสการเข้าซื้อกิจการแต่ตอนนี้ยังไม่เจอสินทรัพย์ที่มีราคาเหมาะสม”

ผู้บริหารห้างดังย่านปทุมวัน กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาธุรกิจของเอ็มบีเคค่อนข้างผูกติดกับการท่องเที่ยวและชาวต่างชาติมากเกินไปหลังจากนี้น่าจะต้องกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในประเทศมากขึ้นแต่ยังไงก็จะโฟกัสอยู่ในศูนย์การค้าและโรงแรมเป็นหลัก

ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2551 เอ็มบีเคร่วมลงทุนกับบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมเข้าซื้อศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ มูลค่า 487 ล้านบาท มีสัดส่วนการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม 65.36%

“ห้างเสรีเซ็นเตอร์เราจะเน้นลูกค้าระดับ B ตรงนี้จะไม่ไปเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เราหวังรายได้ปีละ 500-600 ล้านบาท แต่ปีนี้ไม่น่าจะรับรู้รายได้มากนักเพราะต้องใช้งบปรับปรุงเยอะ”

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจใหม่คือห้างคอมมูนิตี้มอลล์ ย่านถนนพระรามเก้า คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาสสามนี้ใช้งบประมาณลงทุน 800 ล้านบาท โดยถือหุ้น “คนละครึ่ง” กับบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด การก่อสร้างน่าจะเสร็จภายใน 10 เดือน ผู้บริหารรายนี้เผยว่า ไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ เริ่มเปลี่ยนไปนิยมเดินห้างขนาดเล็กมากกว่าไปห้างขนาดใหญ่ หลังจากห้างคอมมูนิตี้มอลล์ที่พระราม 9 สร้างเสร็จ อาจจะขยายไปลงทุนที่ จ.ปทุมธานี และภูเก็ต ซึ่งมีพื้นที่รอการพัฒนาอยู่แล้ว

“ธุรกิจนี้เราคาดหวังรายได้ปีละ 100-200 ล้านบาทต่อสาขา แต่คงไม่เร่งสร้างแห่งที่สองในเร็วๆ นี้ คงต้องรอดูสภาวะเศรษฐกิจก่อนการลงทุน”

สำหรับธุรกิจข้าวมาบุญครองของ บมจ.ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี (ถือหุ้น 74.52%) ปีนี้น่าจะกลับเข้าสู่ผลการดำเนินงานปกติหลังจากในช่วงต้นปีราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นมากทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นมาชดเชยรายได้จากธุรกิจโรงแรมที่ตกลงอย่างน่าใจหาย

ในส่วนของศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ยังมีภาระต้องปรับปรุงพื้นที่ภายในก่อนเริ่มใช้สัญญาใหม่กับจุฬาฯในปี 2556 ถึงตอนนี้ใช้ไปแล้ว 500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 700 ล้านบาทจะทยอยใช้ในอีก 5-6 ปี ไม่น่าจะกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

“ทุกๆ ปีเราจะปรับเพิ่มค่าเช่าประมาณ 4-5% แต่เราก็ไม่ได้กำไรมากเพราะต้องใช้เงินไปปรับปรุงพื้นที่และทำกิจกรรมการตลาด ทำให้กำไรขั้นต้นน่าจะคงที่”

กรรมการผู้อำนวยการ เอ็มบีเค ยังเผยอีกว่า บริษัทยังมีรายได้บางส่วนจากพอร์ตลงทุนระยะสั้น (เช่น TCAP, SCIB, ERAWAN, DTC) ตอนนี้มูลค่าลดลงไปแต่ยังไม่มีแผนที่จะขายหุ้นออกไปหรือซื้อเพิ่ม

“หุ้น SCIB (ถือทางตรง 27.25 ล้านหุ้น และถือผ่านบริษัท เอ็ม บี เค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด อีก 64.65 ล้านหุ้น) เรามองเป็นการลงทุนเพราะเข้าไปซื้อช่วงที่ราคาหุ้นตกลงมากๆ (ตอนนี้กำไรเยอะแล้ว) แต่ก็ยังไม่คิดจะขายออกไปในเร็วๆ นี้”

ส่วนสถานะการเงินตอนนี้บริษัทมีหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 0.8 เท่า โดยจะรักษาไว้ไม่ให้เกิน 1 เท่า ขณะที่งบประมาณการลงทุนในปี 2552-2553 (ก.ค.2552-มิ.ย.2553) รวมๆ น่าจะอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นงบการปรับปรุงและพัฒนา ถ้าจะซื้อกิจการอื่นก็จะเลือกให้เหมาะสมกับกระแสเงินที่มีไม่ก่อหนี้เพิ่ม

ความซบเซาของธุรกิจที่เกิดขึ้น สุเวทย์ ประเมินว่า คงไม่ยาวนานในรอบบัญชีปี 2554-2555 รายได้น่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โครงการเสรีเซ็นเตอร์และธุรกิจใหม่จะเริ่มมีรายได้เข้ามา แต่บริษัทก็จะไม่เติบโตแบบพรวดพราดนักเพราะคาแรคเตอร์ของเอ็มบีเคเราจะไม่เน้นเติบโตวูบวาบและหวือหวาอยู่แล้ว

“คงไม่มีใครได้เห็นเอ็มบีเคเติบโตแบบดุดัน แต่รายได้ก็จะไม่ตกแบบฮวบฮาบแน่นอน ถึงอย่างไรเรามองโอกาสขยายตัวเองตลอดเวลาแต่ต้อง Slow but Sure (ช้าแต่ชัวร์)”

สุเวทย์ ให้นิยามหุ้นเอ็มบีเคปิดท้ายว่า แบรนด์เราแข็งแรงมากและนี่คือจุดเด่นของหุ้น MBK หุ้นเราเหมาะกับนักลงทุนที่ชอบ “เสี่ยงน้อย” แต่ได้ชัวร์ๆ เงินปันผลเราจะไม่จ่ายน้อยลงกว่าเดิมแน่นอน (ปีละ 4 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7-8%) เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นทุกคนคาดหวัง

บทสรุปของเอ็มบีเคยังเปิดรับนักลงทุนมาร่วมทาง เหมาะสำหรับคนมีเงินเย็น ใจเย็น อยู่กันยาวๆ ช้อนแล้ว..ช้อนไม่หัก แม้จะเดินช้าแบบ “เต่า” ก็ถึง “เส้นชัย” ได้เหมือนกัน

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 29 กรกฎาคม 2552