ร้านอาหารญี่ปุ่นเดือดทุกเซ็กเมนต์ โออิชิ-ไดโดมอนย้ำ”คุ้มค่า”สร้างจุดต่างค่ายพรีเมี่ยม


ร้านอาหารญี่ปุ่นโตวันโตคืน “โออิชิ” เดินหน้าขยายตลาดย้ำภาพผู้นำ เดินหน้าซื้อแบรนด์จากญี่ปุ่นเสริมแบรนดิ้ง “ญี่ปุ่นแท้ๆ” พร้อมชูคุ้มค่า ด้าน “ไดโดมอน” ขอรุกหนักปีหน้าสร้างแบรนด์ ตั้งเป้า 3 ปีแบรนด์ในใจผู้บริโภค ชูราคา คุณภาพแข่งแบรนด์ พรีเมียม ด้านร้าน kuu เซ็นทรัลเวิลด์มั่นใจพรีเมี่ยมเซ็กเมนต์มาแรง เหตุสร้างความต่าง ชูคุณภาพมัดใจลูกค้า

ปัจจุบันการแข่งขันของร้านอาหารถือว่ารุนแรงในทุกประเภท แต่ที่ชัดเจนในปีนี้ต้องยกให้กับ “ร้านอาหารญี่ปุ่น” เห็นชัดเจนจากบรรดาผู้เล่นหน้าใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ที่สำคัญสมรภูมิการแข่งขันมีการขยายวงไปในทุกเซ็กเมนต์ทั้งพรีเมี่ยมและตลาดแมส รวมถึงทุกประเภทอาหาร ทั้งอาหารเซต เบนโตะ ราเมน อุด้ง สุกี้ ฯลฯ โดยมีการซอยย่อยเซ็กเมนต์มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอย่างเจาะจง ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นทั้งในส่วนของผู้เล่นหลักที่ออกมาป้องกันส่วนแบ่งตลาดของตัวเองจากผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่มีจุดขายในเรื่องของความสด ความพิเศษ และแตกต่างจากสิ่งเดิมๆ

“โออิชิ” ยกอิมเมจ “ญี่ปุ่นแท้”

สำหรับผู้เล่นที่ถือเป็นผู้นำในตลาดนี้ปัจจุบันต้องยกให้กับ “โออิชิ” บริษัทคนไทยที่พยายามขายความเป็นญี่ปุ่นมาโดยตลอด ทิศทางดังกล่าวจะยิ่งชัดเจนขึ้นจากนี้ และจากการเปิดตัวไมโดะ โอกินิ โชกูโดะเมื่อต้นปี และการซื้อลิขสิทธิ์ร้าน “คาโซกูเตะ” เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น โดยไมโดะฯเป็นร้านอาหารประเภท casual dining มีความหลากหลายทั้งปิ้ง ต้ม ย่าง และเครื่องเคียงต่างๆ ขณะที่คาโซกูเตะเป็นร้านอุด้งและโซบะ ซึ่งยังเป็นช่องว่างในตลาดเมืองไทย

นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวทางดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ของโออิชิที่ต้องการตอกย้ำความเป็น “ญี่ปุ่นแท้” ให้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับอิมเมจของแบรนด์โออิชิในภาพรวมและวิชั่นของบริษัทที่ต้องการขึ้นเป็นอันดับ 1 ของร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่เพียงผู้นำทางด้านบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นเท่านั้น นอกจากนี้ปัจจุบันเทรนด์ของ ผู้บริโภคแสวงหาร้านอาหารที่เป็นญี่ปุ่นแท้ๆ มากขึ้น จากเดิมจะนิยมอาหารญี่ปุ่นรสชาติไทยๆ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้บริโภคมีความคุ้นเคยและรู้จักอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวเปลี่ยนไป การที่โออิชิที่เป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องมีความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ เข้ามาเสริมภาพลักษณ์ดังกล่าวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และวิธีที่เร็วที่สุดจึงเป็นการเลือกแบรนด์ที่สำเร็จอยู่แล้วจากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดสาขา

แมสแบรนด์ชุจุดขาย “สะดวก คุ้มค่า”

สำหรับจุดยืนของโออิชินั้นจะเน้นเรื่องวิวัฒนาการในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการตลาดที่โดนใจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยจำนวนสาขาที่มีมากถึง 104 สาขา ในปัจจุบันกับแบรนด์ถึง 7-8 แบรนด์ ทำให้โออิชิครองตำแหน่งผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างชัดเจนในวันนี้

นายไพศาลกล่าวว่า สำหรับตลาดที่โออิชิลงไปเล่นนั้น ยังเน้นตลาดแมสที่จับกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างด้วยจุดขายเรื่องราคาที่คุ้มค่า และเน้นความสะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นทิศทางหลักที่บริษัทจะมุ่งไปจากนี้ รวมถึงแบรนด์ใหม่ๆ ในอนาคตก็จะตอบโจทย์เรื่องนี้เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรหลายราย คาดว่าจะเปิดแบรนด์ใหม่ได้ภายในปีหน้า โดย ปัจจุบันชาบูชิยังเป็นเรือธงของกลุ่มร้านอาหาร แต่ในอนาคตเชื่อว่าทั้งไมโดะฯและคาโซกูเตะจะมาทดแทน เพราะมีจุดขายที่ความเป็น casual ด้วยราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้

“เทรนด์ของร้านอาหารญี่ปุ่นในอนาคตที่จะมุ่งไปที่อาหารประเภท Casual มากขึ้น คือตอบโจทย์เรื่องความสะดวก รวดเร็วตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่”

“ไดโดมอน” ประชันโออิชิตลาดแมส

ด้านผู้เล่นรายสำคัญอย่าง “ไดโดมอน” ที่กลับมาสู่สังเวียนนี้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และพร้อมประกาศแข่งกับผู้นำอย่างโออิชิเต็มที่ นายพุฒิเมศ เลิศวิริยะเศรษฐ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ปัจจุบันจำนวนสาขาที่มีอยู่ทั้งหมดของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 30 สาขา แต่หากมองในแง่ความหลากหลายแล้วต้องเรียกว่าไดโดมอนมีความหลากหลายมากที่สุดด้วยจำนวนแบรนด์ที่มีการแตกไลน์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 4 แบรนด์ ได้แก่ ไดโดมอน, ยาสุกิ, อูมามิ และมิตะเกะ ซึ่งแบ่งตามประเภทอาหาร และคาดว่าในสิ้นปีนี้อาจจะมีการเปิดแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าบริษัทเพิ่งกลับมาทำตลาดอย่างจริงจัง และคงต้องใช้เวลาในการชนะใจผู้บริโภค ซึ่งตั้งแต่ปีหน้ามีแผนจะสร้างแบรนด์ที่มีอยู่ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายคือแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคในอีก 3 ปีข้างหน้า ส่วนเป้าหมายในอนาคตคือการก้าวสู่เบอร์ 1 ของร้านอาหารญี่ปุ่น โดยบริษัทจัดอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกับโออิชิ โดยชูเรื่อง “ความคุ้มค่า คุ้มราคา” เป็นจุดขายหลัก

“ปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดพรีเมี่ยมที่เจาะลูกค้าระดับบนอย่างโซนร้านอาหารญี่ปุ่นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ออกมาเยอะมาก ซึ่งขายเรื่องความต่างและเอ็กซ์คลูซีฟ ดังนั้นกลยุทธ์ของเราที่อยู่ในตลาดแมสคือ ปล่อยให้บรรดาพรีเมี่ยมแบรนด์สร้างตลาด ขณะที่เราจะเสนอความแตกต่างในความคุ้มค่า คุ้มราคาที่ให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดการเปรียบเทียบราคากันในที่สุด”

ร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมี่ยมในห้างฮิต

จากความนิยมร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีมากขึ้น ที่ผ่านมาเซ็นทรัลเวิลด์ก็ได้เปิดพื้นที่ชั้น 7 เป็นโซนอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

นางสาวณัฐินี สุขเวช หนึ่งในเจ้าของร้าน Kuu ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูหลากหลายสไตล์กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารญี่ปุ่นต้องการความหลากหลาย แตกต่าง และร้านที่เปิดให้บริการที่โซนร้านอาหารญี่ปุ่นชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์ ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่เอ็กซ์คลูซีฟซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ส่วนของ Kuu ปัจจุบันมีเพียง 1 สาขา จากการเปิดให้บริการได้รับการตอบรับสูงมากด้วยคอนเซ็ปต์ที่แตกต่าง เนื่องจากคนที่เดินศูนย์การค้าต้องการวาไรตี้

“ร้านที่เปิดสาขาในศูนย์การค้าไม่จำเป็นต้องเป็นแมสเสมอไป สำหรับ kuu แม้ราคาจะสูงกว่าแมสแบรนด์ แต่ก็ยังขายความคุ้มค่า คุ้มราคา โดยเน้นคุณภาพและวัตถุดิบ ความพิเศษที่หาไม่ได้จากร้านอื่นๆ และมองว่าร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมกำลังมาแรงมากในปัจจุบัน โดยอยู่ตรงกลางระหว่างร้านอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมกับระดับแมส ซึ่งหากมองในแง่วัตถุดิบร้านระดับพรีเมี่ยมในศูนย์การค้าไม่แตกต่างจากระดับในโรงแรม เพียงแต่การเปิดในศูนย์ที่มีทราฟฟิกสูงทำให้สามารถกำหนดราคาที่ต่ำลงมาได้”

จับตาแบรนด์น้องใหม่ “ยาโยอิ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เล่นอีกรายที่ประมาทไม่ได้คือ ยาโยอิ จากค่ายเอ็มเค สุกี้ หลังจากเปิดตัวในตลาดมาแล้ว 3 ปี ปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ 33 สาขา และในปีนี้จะเปิดอีกไม่ต่ำกว่า 22 สาขา และในอีก 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้ามีสาขาครบ 100 สาขา ด้วยงบฯลงทุนที่วางไว้ไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท โดยกลยุทธ์ของยาโยอิ ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ Hot Quick ที่เน้นขายอาหารในราคาที่คุ้มค่า เริ่มตั้งแต่ 70-199 บาท ขณะที่ ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปจะมีราคาเฉลี่ยที่ 200 บาทขึ้นไป ซึ่งทั้งหมดถือเป็นโมเดลที่ แตกต่าง และแน่นอนว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทั้งโออิชิและไดโดมอน

ส่วนผู้เล่นหลักที่อยู่ในตลาดมานานอย่าง “ฟูจิ” และ “ZEN” ก็ยังมีลูกค้าแฟนพันธุ์แท้อย่างเหนียวแน่น ด้วยจุดขายของความเป็นภัตตาคารที่ขายความหลากหลายของประเภทอาหาร โดยปัจจุบันฟูจิมีสาขาประมาณ 60 สาขา ซึ่งก็เริ่มขยายไลน์ตัวเองกับร้านแกงกะหรี่ “โคโค่ อิฉิบันยะ” ตั้งแต่ ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็มีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดต่อเนื่องทั้งแบรนด์ที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นและที่พัฒนาขึ้นเอง แต่ที่เห็นชัดคือการเซ็กเมนต์เข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่งอย่างชัดเจน อาทิ ราเมน, อาหารทอด ฯลฯ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 6 สิงหาคม 2552