สหพัฒน์เล็งร่วมทุนSME-ปรับ108ช็อปแคตตาล็อครับ


สหพัฒน์อุ้มโอท็อป-เอสเอ็มอี เล็งเข้าร่วมทุน พร้อมปรับโฉม 108 ช็อปแคตตาล็อค ลดสินค้าเดิมจาก 3,000 รายการเหลือ 1,000 รายการ เปิดพื้นที่ให้เดินหน้าเต็มที่ และพร้อมดันเข้าร้าน 108 ช็อป 700 แห่งทั่วประเทศในอนาคต

นายวิเชียร กันตถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ ลอจิสติกส์ จำกัด บริษัทกระจายสินค้าในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า หลังจากที่บริษัทได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการดำเนินโครงการส่งเสริมการขยายตลาดสินค้าโอท็อป และเอสเอ็มอีทั่วไทย ซึ่งจะเป็นการนำสินค้าจำหน่ายผ่าน 108 ช็อปแคตตาล็อค โดยล่าสุดมีบริษัทที่สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวผ่านการคัดเลือกของส.อ.ท.แล้วประมาณ 50 ราย จากจำนวนสมาชิกในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่มีกว่า 1,000 ราย รวมทั้งเปิดรับสินค้าที่มีคุณภาพในการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสินค้าโอท็อปและเอสเอ็มอีอย่างเต็มรูปแบบ บริษัทได้ทำการปรับโฉมแค็ตตาล็อกใหม่ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น 108

ช็อปแคตตาล็อค ศูนย์รวมสินค้าเอสเอ็มอีและโอท็อป พร้อมทั้งได้ปรับลดรายการสินค้าในเครือและนอกเครือที่จำหน่ายผ่าน 108 ช็อป แคตตาล็อคเดิมที่มีอยู่ประมาณ 3,000 รายการ ลดเหลือ 1,000 รายการ โดยสินค้าที่เหลืออยู่จะเป็นกลุ่มที่มียอดจำหน่ายสูง รวมทั้งในอนาคตหากว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายผ่านช่องทางดังกล่าวได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี ก็จะทำการผลักให้จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ 108 ช็อปที่มีสาขาอยู่ประมาณ 700 แห่งทั่วประเทศด้วย

“ปัญหาที่กลุ่มโอท็อปหรือเอสเอ็มอีประสบอยู่ขณะนี้ คือ ปัญหาในเรื่องของเงินทุน ซึ่งหากว่าพิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดสูง แต่ยังขาดเรื่องเงินทุนในการสร้างแบรนด์สินค้า หรือขยายตลาดได้ ทางบริษัทจะประสานงานกับทาง ส.อ.ท.เพื่อทำเรื่องในการกู้ยืมเงินสนับสนุนจากเอสเอ็มอีแบงก์ แต่หากว่าไม่มีเงินทุนสนับสนุนจริงๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ทางสหพัฒน์จะทำการร่วมทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพของสินค้าในการรุกตลาดต่อไปในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ได้มีแนวคิดอยู่แล้ว”นายวิเชียรกล่าว

ทั้งนี้เพื่อให้สินค้าเหล่านี้สามารถขยายตลาดได้อย่างเต็มรูปแบบ บริษัทจะไม่มีการเก็บค่าแรกเข้า และคิดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่เป็นหน้าสี่สีเต็มหน้า 12,000 บาท ลดเหลือเพียง 6,000 บาท รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถคิดรูปแบบของการนำเสนอสินค้าและตั้งราคาได้เอง ซึ่งแต่เดิมการนำสินค้ากลุ่มนี้ผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้ออื่นจะต้องมีการจ่ายค่าใช้จ่ายและค่าแรกเข้ารวมถึงค่าประกันจำนวน 30,000 บาท และหากสินค้าไม่สามารถขายได้ ก็จะนำออกจากร้านทันที

สำหรับแค็ตตาล็อกรูปแบบใหม่นี้ คาดว่าจะออกสู่ตลาดได้ในเดือนกันยายน 2552 นี้ โดยในการคิดค่าใช้จ่ายที่จัดเก็บกับผู้ประกอบการนอกเหนือจากค่าพิมพ์โฆษณาสินค้าผ่านแค็ตตาล็อกแล้ว บริษัทจะคิดรายได้จากกำไรส่วนต่างของแต่ละสินค้า อาทิ หากเป็นกลุ่มเครื่องสำอางที่มีกำไรสูง จะคิดรายได้ประมาณ 25-30% ของยอดขาย ขณะที่สินค้าอื่นๆ จะคิดรายได้เฉลี่ยประมาณ 10-15% ของยอดขาย

นายวิเชียร กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจ หลังจากที่บริษัทได้เปิดบริการส่งสินค้าถึงบ้านและเก็บเงินปลายทาง โดยที่ผ่านมาลูกค้าจะเป็นกลุ่มบัตรเครดิตและเครื่องใช้ไฟฟ้า และล่าสุดได้ดึงสินค้าในกลุ่ม108 ช็อปแคตตาล็อค เข้ามาเพิ่มขึ้นที่แต่เดิมสินค้าดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ซึ่งสินค้าที่อยู่ใน 108 ช็อป แคตตาล็อคนั้น มีความหลากหลายทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค เครื่องสำอาง ซึ่งมีทั้งสินค้าที่อยู่ในเครือสหพัฒน์ประมาณ 20% ส่วนที่เหลืออีก 80% เป็นสินค้าของบริษัทต่างๆ อาทิ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เนสท์เล่ รูปแบบการจัดส่งสินค้านั้น บริษัทจะมีการพิมพ์แค็ตตาล็อกทุก 2 เดือน จำนวน 2.5 หมื่นเล่มกระจายไปยังสมาชิกของ 108 ช็อป แคตตาล็อคเดิม รวมทั้งมีการแจกแค็ตตาล็อกไปยังลูกค้าในกลุ่มบัตรเครดิตและเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าอยู่ในปัจจุบันด้วย

สำหรับบริการจัดส่งสินค้านั้น บริษัทจะรับเป็นคนดำเนินการเองทั้งหมด บริษัทจะมีการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 48 ชั่วโมงสำหรับลูกค้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และต่างจังหวัดไม่เกิน 3 วัน เนื่องจากบริษัทมีความพร้อมในเรื่องของระบบการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และหากสินค้าใดมียอดจำหน่ายที่สูง และมีไม่เพียงพอ ทางบริษัทสามารถที่จะไปรับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้ด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกมากขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2448 30 ก.ค. – 01 ส.ค. 2552