ธุรกิจที่ปรึกษารุ่ง”เอ็กซ์โพเทนเชียล”รุกเพิ่มพอร์ตค้าปลีก-ฟาสต์ฟู้ด


ธุรกิจที่ปรึกษาโตสวนทาง ศก. “เอ็กซ์ โพเทนเชียล” บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์องค์กร-พัฒนาแบรนด์ เปิดเกมรุกเต็มที่ มั่นใจทุกองค์กรต้องการบริษัทที่ปรึกษาช่วยมองหาโอกาส-เตรียมตัวสำหรับอนาคต เผยเปิดมา 3 ปีขยายตัวต่อเนื่องได้ปีละ 2 เท่าตัว

นายสตีฟ ซาวเวอร์บี ประธานบริหาร บริษัท เอ็กซ์โพเทนเชียล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์องค์กรและพัฒนาแบรนด์จากประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจจะยังชะลอตัวทั่วโลก แต่ตลาดยังมีช่องว่างสูงสำหรับธุรกิจที่ปรึกษากลยุทธ์องค์กรและการพัฒนาแบรนด์ เพราะเชื่อว่าองค์กรที่มีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีและมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จได้มากกว่าคู่แข่งทั้งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและช่วงผ่านพ้นวิกฤต และยิ่งในภาวะวิกฤตองค์กรต่างๆ มีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้มีความต้องการบริษัทที่ปรึกษาเพื่อช่วยมองหาโอกาสและเตรียมตัวสำหรับอนาคต

หลังจากที่เปิดให้บริการในไทยมา 3 ปี บริษัทมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องได้ถึงปีละ 2 เท่าตัว และปีนี้บริษัทเปิดออฟฟิศใหม่ที่บราซิล และมีแผนจะเปิดออฟฟิศที่ประเทศจีนในเร็วๆ นี้ โดยในจีนนั้นที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปบริหารงานในบางโปรเจ็กต์ให้กับสินค้าบางตัวแล้ว และบริษัทวางแผนให้ออฟฟิศในไทยเป็นฮับของภูมิภาค

ส่วนแนวทางการวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการพัฒนาแบรนด์ในปัจจุบันมีรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลาย ทั้งผ่านสื่อโทรทัศน์ ส่งพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ฉะนั้นจะพบว่าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคทั่วโลกชะลอการใช้จ่ายองค์กรที่ฉลาดจะโยกงบฯการตลาดเพื่อคงไว้ซึ่งกลยุทธ์และแบรนด์ขององค์กรที่แข็งแรง รวมทั้งรักษาฐานกลุ่มผู้บริโภคที่มีแบรนด์ลอยัลตี้ไว

“ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือ การที่หลายๆ องค์กรหันมาเล่นโปรโมชั่นราคา ในฐานะที่เราเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์องค์กรและการพัฒนาแบรนด์จึงต้องทำให้องค์กรต่างๆ ตระหนักในเรื่องการทำให้แบรนด์มีแวลูต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่า 80% ของฐานลูกค้ามาจากลูกค้าที่มีแบรนด์ลอยัลตี้ จึงจำเป็นต้องรู้ว่าฐานลูกค้าของเราเป็นกลุ่มไหน และต้องรู้ว่าเขารักแบรนด์เราเพราะอะไร และต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง”

สำหรับบริษัทเอ็กซ์โพเทนเชียล นายสตีฟกล่าวว่า หลักการทำงานจะต่างจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ทั่วไปที่โฟกัสในด้านมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก แต่บริษัทจะมองภาพรวมทั้งองค์กร

ปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับลูกค้าทั้งที่เป็นองค์กรท้องถิ่นและองค์กรระดับโลกมากกว่า 40 องค์กร อาทิ นีเวีย, เพดดิกรี, เดทตอล, ยูเซอรีน, เดอะพิซซ่า คอมปะนี เทสโก้ โลตัส เป็นต้น ปีนี้มีแผนรุกลูกค้าระดับท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ฟาสต์ฟู้ด, การเงิน, ยา รวมถึงสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน

บริษัทได้ทำงานร่วมกับลูกค้าหลายรายในช่วงเริ่มต้นของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อปี 2540 กระทั่งสรุปแนวทางสำคัญในการฝ่าวิกฤตและส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งในด้านองค์กรและ แบรนด์ไว้ 9 ประการ คือ 1.ความสำคัญของความชัดเจนในเรื่องวิสัยทัศน์องค์กรและกลยุทธ์ 2.วางตราสินค้าไว้ในตำแหน่งที่เป็นหัวใจขององค์กร 3.มุ่งความสนใจที่แกนของธุรกิจแต่ยังคงดำเนินการลงทุนในนวัตกรรม 4.มุ่งความสนใจลูกค้าที่จงรักภักดีและผู้ที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นลูกค้า 5.มั่นใจว่ากระบวนการธุรกิจและทีมงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

6.ทำให้การลงทุนในการสื่อสารสนเทศมีค่าสูงสุด 7.การบริหารจัดการต้นทุนและเงินสดเพื่อประโยชน์สูงสุดของตราสินค้า องค์กรที่ดีควรจะลดต้นทุนโดยไม่กระทบถึงแบรนด์ 8.มุ่งเน้นในเรื่องสัดส่วนการตลาดและผลกำไร และ 9.การบริหารจัดการในระยะสั้นและการเตรียมตัวสำหรับระยะยาว

“วิกฤตครั้งนี้มีผลกระทบกับทุกประเทศ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญและมองหาโอกาสที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจและแบรนด์ของเราเพราะแบรนด์เป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด หากมีการลงทุนกับแบรนด์หรือตราสินค้าอย่างฉลาด แบรนด์นั้นๆ ก็จะสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้อย่างมากในอนาคต” นายสตีฟกล่าว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 27 กรกฎาคม 2552