นารายณ์พิซเซอเรียรุก ตลาดพิซซ่าชิงลูกค้าภูธร


นารายณ์พิซเซอเรีย พร้อมรบตลาดพิซซ่า หลังซุ่มขยายสาขาต่อเนื่องตลอด 6 ปี จาก 5 สาขาสู่ 30 สาขาในเดือนหน้า เล็งแตกไลน์สาขาสู่ต่างจังหวัดแห่งแรกที่เกาะสมุย ทั้งทุ่มงบ 10 ล้านบาท อัดกิจกรรมแนะนำเบอร์ 1744 มั่นใจยอดรายได้โต 20% เผยเจรจาซื้อกิจการร้านกึ่งฟาสต์ฟูดดังอีกแบรนด์ หวังลดต้นทุนเพิ่มอำนาจต่อรอง

นางสรัญญา เปรมสุมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารายณ์พิซเซอเรีย จำกัด ผู้บริหารร้านพิซซ่า “นารายณ์พิซเซอเรีย” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังจากที่บริษัทเดินหน้าขยายสาขาโดยมุ่งเน้นการให้บริการด้านบริการส่งถึงบ้านหรือดีลิเวอรี จนร้านนารายณ์พิซเซอเรีย มีสาขารวม 28 แห่ง และสามารถให้บริการดีลิเวอรี ได้ครอบคลุม 90% ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และในเดือนกรกฎาคมนี้ บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งคือที่เดอะ มอลล์ บางกะปิ และบริเวณสนามฟุตซอล ย่านสุขุมวิท ล่าสุดบริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาสู่ต่างจังหวัดแห่งแรก คือที่เกาะสมุย ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ด้วย

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมด้านการตลาด เพื่อแนะนำเบอร์โทรศัพท์สำหรับการใช้บริการดีลิเวอรีใหม่ ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ 4 ตัว คือ 1744 ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้ลูกค้าสะดวก และง่ายต่อการจดจำในการใช้บริการสั่งซื้อพิซซ่า โดยบริษัทเตรียมการโฆษณาผ่านทางสื่อต่างๆ ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ บิลบอร์ด และการโฆษณา ภายในสาขา

“หลังจากที่เจ.เพรส กรุ๊ป ซื้อกิจการนารายณ์พิซเซอเรียเมื่อ 6 ปีก่อน และศึกษาตลาดพบว่า แม้แบรนด์นารายณ์ฯ จะมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาขาดการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากนัก ทำให้บริษัทเริ่มต้นขยายสาขาโดยมุ่งไปที่การให้บริการดีลิเวอรี ด้วยการเปิดสาขาขนาดย่อมภายในปั๊มน้ำมันปิโตรนาส จนปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 28 แห่ง”

โดยรูปแบบของร้าน แบ่งออกเป็น 3 แบบคือ 1. ร้านนารายณ์พิซเซอเรีย แบบเต็มรูปแบบ มีพื้นที่กว่า 100 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้ 70-80 ที่นั่ง ใช้เงินลงทุน 4-5 ล้านบาท (ไม่รวมค่าเช่าพื้นที่) ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 12 สาขา 2. ร้านนารายณ์พิซเซอเรีย แบบ semi มีพื้นที่ 60-80 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้ 20-30 ที่นั่ง ใช้เงินลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 5 สาขา และรูปแบบสุดท้าย เป็นร้านนารายณ์พิซเซอเรีย แบบคอร์เนอร์ มีพื้นที่ 60-80 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท และรองรับลูกค้าได้ 20-30 ที่นั่งเช่นกัน แต่จะเน้นการให้บริการดีลิเวอรีเป็นหลัก โดยในปีนี้บริษัทใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาทในการขยายสาขาและรีโนเวตร้านให้มีความทันสมัยมากขึ้น

นางสรัญญา กล่าวต่อว่า กลุ่มลูกค้าหลักของนารายณ์พิซเซอเรีย เป็นกลุ่มครอบครัว นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งในอนาคตบริษัทมุ่งที่จะขยายกลุ่มลูกค้าในระดับกลาง โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน เด็ก เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากการจัดทำนารายณ์พิซเซอเรีย เมมเบอร์ การ์ด ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 70,000 คนแล้ว กลยุทธ์การจัดโปรโมชัน บุฟเฟ่ต์ในราคาหัวละ 149 บาททุกวันอังคาร ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มนักเรียนเข้ามาใช้บริการสูงขึ้นด้วย

“การจัดบุฟเฟ่ต์ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนักเรียน นักศึกษา รู้จักแบรนด์นารายณ์พิซเซอเรียมากขึ้น ขณะเดียวกันยอดขายในวันดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นกว่า 60% นอกจากนี้ทางร้านยังมีการจัดกิจกรรมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอเมนูใหม่ๆ ที่หลากหลาย และจัดโปรโมชันในราคาพิเศษ เช่น พิซซ่าช่วยชาติ ในราคา 199 บาท ซึ่งทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสลองรับประทานมากยิ่งขึ้น”

สำหรับผลประกอบการของนารายณ์พิซเซอเรียในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าที่จะมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 160-170 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายภายในร้าน 60% และยอดขายจากดีลิเวอรี 40% ทั้งนี้หลังจากที่เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เป็น หมายเลข 1744 คาดว่าจะทำให้ยอดขายดีลิเวอรีเพิ่มขึ้น 20% ทำให้ยอดขายดีลิเวอรีเพิ่มสัดส่วนเป็น 60% ส่วนยอดขายภายในร้านเป็น 40%

อย่างไรก็ดีความสำเร็จจากการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีแผนที่จะขยายธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น โดยอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการของร้านกึ่งฟาสต์ฟูด ชื่อดังรายหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้เพื่อเข้ามาเสริมธุรกิจอาหารให้มีความแข็งแกร่งขึ้น และช่วยสร้างอำนาจการต่อรองในการสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบให้กับร้านนารายณ์พิซเซอเรียด้วย นอกจากนี้บริษัทยังสนใจที่จะซื้อแฟรนไชส์ธุรกิจร้านกาแฟ เพื่อศึกษาระบบการบริหารจัดการที่ถูกวิธี และสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจร้านนารายณ์พิซเซอเรียได้อีกด้วย

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 29 มิถุนายน 2552