เมเจอร์ปรับใหญ่หลัง”ปณิธาน”ออก รุกซินเนอร์ยี่”โรงหนัง-โบว์ลิ่ง-โฆษณา”เพิ่มรายได้


เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ขยับโครงสร้างครั้งใหญ่อีกระลอก หลัง “ปณิธาน เศรษฐบุตร” รองซีอีโอฝ่ายปฏบัติการลาออก รุกซินเนอร์ยี่การตลาดธุรกิจ “โรงหนัง-โบว์ลิ่ง-โฆษณา” ไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมชูแชนเนล ดิสทริบิวชั่นที่มีมาเป็นจุดขายหลัก หวังเพิ่มทั้งคนใช้บริการ-รายได้ มั่นใจกระแสไข้หวัด 2009 ไม่ส่งผลกระทบคนดูหนัง เผยตัวเลข 6 เดือนแรกยังเป็นไปตามเป้า มั่นใจเพิ่มสูงขึ้นอีกในครึ่งปีหลัง

นายอนวัช องค์วาสิฏฐ์ รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังนี้ว่า บริษัทได้ขยับโครงสร้างการทำงานบางส่วนเพื่อให้แต่ละหน่วยธุรกิจทำงานร่วมกัน (synergy) มากขึ้น หลังจากที่นายปณิธาน เศรษฐบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการลาออก เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยจากเดิมที่ตนดูแลเฉพาะงานบริหารโรงภาพยนตร์ก็ได้เข้ามาดูแลหน่วยธุรกิจหลักทั้ง 3 ส่วน ประกอบด้วย ธุรกิจโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง และสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็น กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้หลักรวมประมาณ 90% ของรายได้ทั้งหมดให้ไปในทิศทางเดียวกันและทำงานเอื้อประโยชน์กันมาก ยิ่งขึ้น

ทั้งนี้นอกจากจะทำให้การทำงานไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนคนดูภาพยนตร์และคนเล่น โบว์ลิ่งอีกด้วย อาทิ ต้องทำให้คนที่ดูภาพยนตร์และเล่นโบว์ลิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์และในพื้นที่ของโบว์ลิ่ง รวมทั้งพื้นที่อื่นๆ ในโครงการอีกด้วย

“แนวทางการทำการตลาดนับจากนี้จะผสมผสานมากขึ้น โดยอาศัยแชนเนล ดิสทริบิวชั่นที่มีมาเป็นจุดขาย อาทิ ทำงานร่วมกับซัมซุง ก็จะมีทั้งซื้อโฆษณาในโรงหนัง จัดอีเวนต์ดูหนังมาราธอน ติดตั้งจอซัมซุงทั้งหมดในโครงการ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบ ดังกล่าวนี้จะทำกับอีกหลายๆ สินค้า”

นายอนวัชกล่าวต่อไปว่า แนวทางดังกล่าวนี้ยังสอดรับกับการทำตลาดในรูปแบบเซ็กเมนเตชั่นที่บริษัทให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยหลังจากที่ได้โฟกัสการตลาดแบบเซ็กเมนเตชั่นทั้งฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ และราคาตั๋วมาตั้งแต่ต้นปี พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจและรับได้ ทำให้ตัวเลขรายได้ในช่วง 6 เดือนแรก ปีนี้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ทั้งในส่วนธุรกิจโรงภาพยนตร์และโบว์ลิ่ง และคาดว่าตัวเลขรายได้และยอดขายตั๋วจะปรับสูงขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่รอเข้าฉายอีกจำนวนมาก

“กระแสของไข้หวัด 2009 ในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนคนเข้ามาดูหนัง ไม่เหมือนช่วงที่มีกระแสไข้หวัดนก และเชื่อว่ากลุ่มคนดูหนังไม่ได้รู้สึกกังวลมากนัก เพราะเชื้อไม่รุนแรง แถมยังหายเองได้ แต่เพื่อเป็นการป้องกันเราก็ฉีดสเปรย์และโอโซนฆ่าเชื้อก่อนหนังฉายทุกรอบ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนดูหนัง” นายอนวัชกล่าวและว่า ตัวแปรที่น่าวิตกที่สุดของธุรกิจ โรงภาพยนตร์คือคอนเทนต์มากกว่า

และเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำธุรกิจ โรงภาพยนตร์ บริษัทได้ร่วมกับบริษัทซัมซุงจัดกิจกรรมแข่งขันมูฟวี่ มาราธอน “Sumsung Plasma Movie Guru Marathon 2009 @ Major Cineplex” ขึ้นระหว่างวันที่ 19-26 สิงหาคมนี้ ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ชิงรางวัลมูลค่ากว่า 5 แสนบาทอีกด้วย

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 25 มิถุนายน 2552