สตาร์บัคส์” เข้มตอบโจทย์ลูกค้า ไม่รีบขยายสาขา-เน้นปรับร้านเข้าชุมชน

ฮาเวิร์ด ชูลตส์ (Howard Schultz) ผู้พลิกธุรกิจแบรนด์ “สตาร์บัคส์” จากเพียงเชนร้านกาแฟ ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก มีแผนปรับร้านสตาร์บัคส์อีกครั้ง ด้วยแผนการขยายสาขาที่ไม่รวดเร็ว เหมือนสมัยก่อน รวมถึงการปรับดีไซน์ร้านในแต่ละสาขา เพื่อให้เหมาะกับชุมชน ในแต่ละท้องถิ่นมากขึ้น

การ์เดี้ยนรายงานถึงคำให้สัมภาษณ์ของ “ฮาเวิร์ด ชูลตส์” ประธานบริหารของสตาร์บัคส์ ซึ่งระบุถึงทิศทางของสตาร์บัคส์จากนี้ โดยเขาชี้ว่าถึงเวลาต้องคิดใหม่ ทำใหม่กับธุรกิจร้านกาแฟ หลังจากอยู่ในวงการนี้มาถึง 20 ปี และสามารถนำพาธุรกิจมาได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องมาคิดเกี่ยวกับมันอีกครั้งหนึ่ง สำหรับบรรดาสาขาใหม่ ๆ ของสตาร์บัคส์ ที่จะเกิดขึ้นจากนี้

โดยคาดว่าจะเป็นสาขาที่สะท้อนความเป็นสตาร์บัคส์มากขึ้น โดยเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์กับลูกค้า กลับมาฟังความต้องการของลูกค้า เพื่อเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นคอมมิวนิตี้ หรือชุมชนที่สตาร์บัคส์ตั้งอยู่ โดยการปรับร้านให้เหมาะกับบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น โดยเป็นแผนที่จะปรับกับสาขา 100 แห่งในประเทศอังกฤษภายในสิ้นปีนี้

เมื่อดูจากผลประกอบการล่าสุดของสตาร์บัคส์ในอังกฤษในช่วง 6 เดือนสิ้นสุดธันวาคม 2552 ยอดขายต่อสาขาเติบโตขึ้น ส่วนยอดขายระหว่างไตรมาสถึงปัจจุบัน เฉพาะในประเทศอังกฤษมีการเติบโตขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่จำนวนสาขา สตาร์บัคส์เริ่มต้นปีด้วย 712 สาขา แม้ตัวเลขล่าสุดจะมาอยู่ที่ 661 สาขา เนื่องจาก 36 สาขา ที่อยู่ในร้านหนังสือ “บอร์เดอร์ส” (Borders) ต้องปิดตัวลง แต่ผู้บริหารของสตาร์บัคส์ในสหราชอาณาจักรก็ตั้งเป้าจำนวนสาขาจะกลับมาที่มากกว่า 700 สาขาได้ในสิ้นปีนี้

“ชูลตส์” ชี้ว่า บริษัทพึงพอใจผลประกอบการในสหราชอาณาจักรอย่างมาก แม้ยังคงต้องพยายามให้ผลประกอบการที่นี่ไปถึงจุดที่สามารถทำกำไรได้ก็ตาม

หากดูจากผลประกอบการของสตาร์บัคส์โดยภาพรวม ยอดขายต่อสาขามีการเติบโตขึ้น 4% ขณะที่กำไรอยู่ที่ 353 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 218 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นถึง 200% ตอกย้ำถึงชัยชนะครั้ง ยิ่งใหญ่ หลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานบริหารของ “ชูลตส์” อีกครั้ง เมื่อปี 2551

ครั้งนั้นเขากลับคืนบังเหียน หลังจากยอดขายต่อสาขาร่วงลง 10% ในปี 2550 ในตลาดสหรัฐอเมริกา ซ้ำร้ายกว่านั้น บริษัทยังสูญเสียความมุ่งมั่นในการแข่งขัน เพื่อจะเติบโตในเชิงธุรกิจ หากย้อนกลับไปในช่วง 2 ทศวรรษก่อนหน้านี้ สำหรับแบรนด์อย่างสตาร์บัคส์แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ด้วยการสร้างร้านถึง 16,000 สาขาทั่วโลก และส่งผลให้ “ชูลตส์” กลายเป็นฮีโร่ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีต

อย่างไรก็ตาม “ชูลตส์” มองว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คือในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทปรับตัวไม่รวดเร็วพอ เมื่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มหดตัวลง ขณะที่สตาร์บัคส์กลายเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงการตกต่ำลงของเศรษฐกิจ และการขาด ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยขณะนั้นสตาร์บัคส์ประสบปัญหามากมาย ประเด็นหลักคือการขยายสาขาอย่างบ้าคลั่งของสตาร์บัคส์เอง

“ปัญหาหลัก ผมคิดว่าเป็นการเติบโตแบบไม่มียุทธศาสตร์ของสตาร์บัคส์ในช่วง ที่ผ่านมา ซึ่งมันเกี่ยวกับแท็กติก ถ้าเราสามารถเปลี่ยนไปสู่การเติบโตที่มีกลยุทธ์ ก็จะทำให้สตาร์บัคส์สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและระยะยาว”

นอกจากนี้ “ชูลตส์” มองว่า ข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งในช่วงก่อนหน้านี้คือ “การทำให้สตาร์บัคส์กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์” หรือสินค้าแมสสำหรับทุกคน ซึ่งทำให้สูญเสีย “เสน่ห์” ของความเป็นสตาร์บัคส์ไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้กลับมา กุมบังเหียนบริหารในฐานะซีอีโอ การกลับมา รีวิวเรื่องการขยายสาขาที่ผ่านมา ถือว่ารวดเร็ว และเป็นอันตรายกับธุรกิจ โดยการลดต้นทุนเกือบ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยการปิดสาขา ถึง 1,000 แห่ง ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และหยุดให้บริการ 1 วัน เพื่อฝึกอบรม พนักงานที่มีอย่างมากมายใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไป อาทิ ธุรกิจการทำซีดีเพลงออกจำหน่าย, การจำหน่ายหมีเท็ดดี้ และหันมาแนะนำกลุ่มอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการเริ่มมีโฆษณาทางโทรทัศน์ อย่างจริงจัง

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4179 ประชาชาติธุรกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s