ภาพการปรับตัวของร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกเหนือ จากความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์และพันธมิตรที่เป็นคู่ค้าแล้ว สิ่งสำคัญกว่านั้น คือการที่ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตอย่างนี้ ไม่เพียงแต่ดีลเลอร์รายย่อยเท่านั้นที่ต้องปรับตัวรับมือกับการแข่งขัน แม้กระทั่ง ค้าปลีกรายใหญ่ที่เงินทุนหนายังต้องเร่งหา วิธีสู้
“สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด มองว่า การที่จะชี้ภาพอนาคตของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ยากมาก ยิ่งเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามไปทั่วอย่างขณะนี้ แม้แต่แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ แต่ภาพในปัจจุบันกลับไม่เป็นอย่างนั้น
ไล่ย้อนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น “ไอว่า” เครื่องเสียงชื่อดังจากญี่ปุ่นในอดีตจนกระทั่งถึงข่าวพานาโซนิคซื้อกิจการซันโย โซนี่ถูกแย่งมาร์เก็ตแชร์และตำแหน่งทางการตลาดจากซัมซุง หรือแม้แต่การขาดทุน-การปลดคนงานของโตชิบา ฮิตาชิ และฟิลิปส์ ในช่วงที่ผ่านมา
กลายเป็นปัญหาที่แม้แต่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ก็ยังคาดเดาไม่ถูกว่าภาพรวมของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะออกมาในรูปแบบไหน
สำหรับ “เพาเวอร์บาย” “สุทธิสาร” ระบุว่า ได้วางแนวทางช่วง 3 ปีหลังจากนี้ไปต้องทำให้ตลาดรับรู้และยึดติดในแบรนด์เพาเวอร์บายให้ได้
เมื่อพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องนึกถึง เพาเวอร์บาย เช่นเดียวกับการปรับร้านค้าทั้ง 80 สาขา ด้วยการวางสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าลิงก์เข้ากับกลุ่มไอทีตามกระแสตลาด ควบคู่กับการเน้นช่องทางขายและเข้าหาลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ต
อาจเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่ต้องทำให้ได้
เช่นเดียวกับ “ดร.กรพิทักษ์ ปลื้มพิทักษ์กุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่สยามทีวี จำกัด หนึ่งในต้นแบบร้านดีลเลอร์รายย่อยที่ประสบความสำเร็จกับการปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่เกิดขึ้น ชี้ว่า อันดับแรกต้องสู้กับตัวเองให้ได้และหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมรายเล็ก จึงสู้รายใหญ่ไม่ได้ และต้องทำอย่างไร จึงจะสู้ได้
พร้อมลบความเชื่อเดิมๆ ออกไป ที่ว่าร้านเล็กมักหาเหตุผลของความพ่ายแพ้ รายใหญ่ หรือกลุ่มโมเดิร์นเทรดที่มีจำนวนสาขาเยอะๆ ว่าเป็นเพราะซัพพลายเออร์ขายราคาส่งให้ร้านใหญ่ถูกกว่า แต่ความจริงแล้วต้องสู้กันที่การวาง ระบบร้านและบริหารสินค้าให้มีประสิทธิภาพ
“เมื่อก่อนเราลองใช้ระบบบริหารจัดการสินค้าที่เขียนขึ้นเอง หรือไม่ก็ซื้อแบบ ราคาไม่สูงมากนัก ลองผิดลองถูกมานาน ก็ไม่ได้ผล จึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ซื้อระบบบริหารแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งได้ผล และช่วยลดต้นทุนให้สามารถแข่งขันกับ ค้าปลีกรายใหญ่ได้”
ขณะเดียวกัน “ดร.กรพิทักษ์” เปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่จากเดิมที่ยึดต้นแบบ ร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า “Circuit City” ตามอเมริกาไปหาร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า Yodabashi สไตล์ญี่ปุ่น
จุดเปลี่ยนของการลองเดินตามโมเดลร้านญี่ปุ่น คือการที่เฝ้าดู การเติบโตและความเคลื่อนไหวของธุรกิจร้านค้าปลีกทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “ดร.กรพิทักษ์” พบว่า Circuit City มียอดขายตกลงทุกปี สวนทางกับยอดขายของร้านในญี่ปุ่นที่ขยายตัวมากขึ้นทั้งจำนวนสาขาและยอดขาย
โดยรูปแบบร้านของสหรัฐจะเน้นสแตนด์อะโลน จำนวนสาขาเยอะ แต่แบกต้นทุนค่าขนส่งมาก ขณะที่สไตล์ญี่ปุ่นจะชอบร้านขนาดใหญ่ พื้นที่ตั้งแต่ 1-3 หมื่น ตร.ม. มีสินค้าครบเครื่องรวมทุกอย่างเป็นตัวดึงดูดลูกค้า
“เชียงใหม่สยามทีวี” เฝ้ามองการทำตลาดของร้านต่างๆ ในญี่ปุ่นกว่า 10 ร้านค้าเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็น Yamada, Edion Deodeo, Yodobashi, K “s De ski, Best Denki หรือ Bonquixote เป็นต้น
ก่อนที่จะตกลงใจเลือก Yodobashi เพราะใกล้เคียงกับสไตล์การทำตลาดของเชียงใหม่สยามทีวี โดยขอเป็น Mini Yodabashi ที่แม้จำนวนสาขาจะไม่เยอะ แต่ทุกร้านต้องมีการโลเกชั่นดีๆ บริหารจัดการต้นทุน ขนส่ง สินค้าที่ดี และมีกำไรพอเพียง
“การแข่งขันของตลาดต่างจังหวัดรุนแรงและดุเดือดไม่แพ้กรุงเทพฯ เพราะแค่ในตัวเชียงใหม่เราเจอคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศขนาบ ไม่ว่าจะเป็นเพาเวอร์บาย 2 แห่ง บิ๊กชี 3 แห่ง แม็คโคร และโลตัสอีก ค่ายละ 2 สาขา”
ควบคู่กับการวางตำแหน่งจุดยืนของเชียงใหม่สยามทีวีให้ชัดด้วยกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-ไฮเอนด์ ไม่เน้นเงินผ่อน พร้อมเสริมความต่างด้วยบริการหลังการขาย จนปัจจุบันมีจำนวนสาขาครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 7 สาขา และจะขยายเพิ่มอีก 2 สาขา
จากการยืนหยัดยาวนานในธุรกิจมากว่า 29 ปี
ด้วยยึดหลักธุรกิจ…อยู่ในที่แข็งแกร่งและก้าวเดินไปอย่างมั่นคง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 24 มีนาคม 2552