กระทรวงพาณิชย์แก้เกมดันร่างกฎหมายค้าปลีกค้าส่งไม่ขยับ ดึงดิสเคาน์สโตร์เข้าบัญชีสินค้า-บริการควบคุม หลังขยายสาขาต่อเนื่อง เสียงร้องเรียนจมหู ขณะที่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวต้องเบรกยาว นโยบายรัฐบาลห่วงกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) วันที่ 30 มกราคม ซึ่งมีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน จะพิจารณานำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเข้าเป็นบัญชีสินค้าและบริการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ และใช้มาตรการกำหนดให้ค้าปลีกขนาดใหญ่จัดส่งแผนขยายธุรกิจก่อนเปิดบริการจริง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของค้าปลีกขนาดย่อย พร้อมกับเสนอสินค้าอีก 4 รายการ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟกึ่งสำเร็จรูป และแป้งสาลี อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมด้วย
สาเหตุที่ต้องนำธุรกิจค้าปลีกเข้าบัญชีสินค้าควบคุม เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนหมุนเวียนสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท และมีการขยายสาขาในรูปแบบต่างๆ จะกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยและกระทบต่อค้าปลีกรายย่อย ซึ่งมีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากและต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่จะมีพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งบังคับใช้ ซึ่งกระบวนการค่อนข้างล่าช้า และเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี) 12 บริษัทที่ร้องเรียนมาและตรวจสอบมาแล้วกว่า 1 ปี ว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่บ่งบอกว่าทั้ง 12 บริษัท มีสถานะเป็นนอมินี แต่กรมจะยังดำเนินการตรวจสอบต่อไป
“บางบริษัทก็ให้ความร่วมมือในการจัดส่งข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้อง บางบริษัทที่ไม่ได้ให้ความร่วมมือ กรมก็ใช้มาตรการทางกฎหมายสั่งปรับเงินเป็นรายๆ ไป แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ซึ่งกรมคงทำได้ดีสุดเพียงเท่านี้”
นายคณิสสรกล่าวว่า สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ขณะนี้คงต้องหยุดไว้ก่อนตามนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขในช่วงนี้ เพราะอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน แต่ในอนาคตกรมอาจมีการเสนอให้แก้ไขปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลขณะนั้นว่า ต้องการผ่อนปรนหรือเข้มงวดต่อการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และสามารถปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ภายในกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันผ่านคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
“จะมีการเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์บางเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน เช่น ธุรกิจที่ได้รับการอนุญาตให้ประกอบกิจการ จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย แต่ความเป็นจริงบางธุรกิจไม่มีเทคโนโลยีที่จะถ่ายทอด ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ควรทำในบางธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดครอบคลุมทั้งหมด” นายคณิสสรกล่าว
ที่มา มติชน 30 มกราคม 2552
thank