“มิสทิน”ตะลึงแค็ตตาล็อกเซลวิ่งฉิว ชูดาราดังมัดใจรากหญ้ากระหน่ำแคมเปญโกยยอด


มิสทิน” ปลื้ม แค็ตตาล็อกเซล “ฟรายเดย์” แรงเกินคาด เผยยอดโตควบคู่ขายตรง คาดสิ้นปีกวาดนิ่มๆ 2 พันล้าน เดินหน้างัดกลยุทธ์ดึงดาราดังมัดใจรากหญ้า ล่าสุดคว้า “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมออกแค็ตตาล็อก “ฟรายเดย์ แกรนด์” เสริมอีกแรง เผยแผนครึ่งปีหลังรุกหนัก เตรียมอัด 6 แคมเปญใหญ่หนุนสาวมิสทิน พร้อมปูสินค้าใหม่อุดช่องว่าง-ขยายตลาด คาดสิ้นปีโตทะลุเป้า

 

นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือที่รู้จักในชื่อ ขายตรง “มิสทิน” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมายอดขายสินค้าผ่าน แค็ตตาล็อก ฟรายเดย์เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่นมาก คาด ว่าสิ้นปีนี้ตัวเลขจะทะลุ 2,000 ล้านบาทได้ไม่ยาก มีอัตราการเติบโต 20% จากปี 2550 ที่มียอดขายราวๆ 1,500 ล้านบาท

 

เผยคีย์ซักเซส แค็ตตาล็อกเซล

 

 

นายดนัย กล่าวว่า ทั้งนี้ หลักๆ เป็นผลมาจากสินค้าในแค็ตตาล็อกมีความหลากหลาย และมีความถี่ของการออกแค็ตตาล็อกก็มากขึ้น จากเดิมปีที่ผ่านมามีแค็ตตาล็อกเดือนละเล่ม แต่ปีนี้ได้ออกแค็ตตาล็อก 2 เล่ม/เดือน หรือ 2 สัปดาห์ออก 1 เล่ม ขณะเดียวกันในแง่ของจำนวนเอสเคยูก็มีมากขึ้น 10%

 

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งทำให้ยอดขายของ ฟรายเดย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาจากการที่บริษัทไม่ได้จำกัดวงผู้จำหน่ายสินค้าของแค็ตตาล็อกฟรายเดย์ไว้ที่สาวมิสทินเพียงช่องทางเดียว แต่เปิดโอกาสให้ผู้สั่งซื้อหรือเป็นสมาชิกฟรายเดย์สามารถขายสินค้าในแค็ตตาล็อกได้ด้วย

 

ปัจจัยจากราคาน้ำมันทำให้คนเดินทางน้อยลงและอยู่บ้านมากขึ้นจึงเป็นโอกาสของสินค้าที่ขายผ่านทางแค็ตตาล็อกและขายตรงมากขึ้น นอกจากนี้เรายังได้เพิ่มงบฯ ส่งเสริมการตลาดขึ้นอีกเกือบเท่าตัว จากปีก่อนที่ใช้เพียง 60 ล้าน ปีนี้เพิ่มเป็น 110 ล้านบาท เพื่อทำให้ฟรายเดย์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และล่าสุดเราก็มี “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ของฟรายเดย์”

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มิสทินเป็นค่ายขายตรงที่มีการใช้ดาราดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง และไม่ผูกติดอยู่กับคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ เมื่อมีดาราคนไหนที่โด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นกลุ่มระดับซีในต่างจังหวัด มิสทินก็จะดึงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมกันนี้มิสทินยังเป็นค่ายขายตรงที่มีการทุ่มงบฯโฆษณาในแต่ละปีถึง 500-600 ล้านบาท สำหรับใช้ในการ รีครูตสาวจำหน่ายและการกระตุ้นยอดขาย

 

ปัจจุบันพรีเซ็นเตอร์ของมิสทินหลักๆ มี อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ, ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก, จากก่อนหน้านี้ที่มิสทินใช้ดาราดังอีกหลายคนเป็นพรีเซ็นเตอร์ อาทิ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี, ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็นต้น

 

 

ส่งฟรายเดย์แกรนด์เสริมทัพ

 

 

นายดนัยกล่าวอีกว่า แค็ตตาล็อกเซลถือเป็นช่องทางที่ทำรายได้ให้กับบริษัทควบคู่ไปกับช่องทางการขายตรงที่เป็นธุรกิจหลัก และเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทก็ได้ออกแค็ตตาล็อกเซลเล่มใหม่มาอีก 1 เล่ม ชื่อ ฟรายเดย์แกรนด์ เพื่อจับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าคุณภาพ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟรายเดย์ แกรนด์เป็นแค็ตตาล็อกเน้นจำหน่ายสินค้าในกลุ่มบีขึ้นไป และจำหน่าย สินค้าแบรนด์ที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป นำร่องด้วยสินค้าในเครือ สหพัฒน์ ได้แก่ เสื้อผ้าบีเอสซี แอร์โรว์ มอร์แกน และชุดชั้นใน เป็นต้น ในอนาคตวางแผนจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กด้วย

 

กรรมการผู้จัดการ บริษัทเบทเตอร์เวย์ฯคาดว่าสิ้นปีนี้ แค็ตตาล็อกฟรายเดย์จะมียอดขายคิดเป็นสัดส่วนถึง 25% จากรายได้รวม จากปีที่ผ่านมามีสัดส่วนเพียง 20% ขณะที่รายได้หลักของบริษัทจะมาจากสาวมิสทิน อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามบาลานซ์สัดส่วนรายได้จากช่องทางแค็ตตาล็อกเซลนี้ไว้ที่ประมาณ 30%

 

ปีหน้าเราจะรวมแค็ตตาล็อกทั้ง 2 เล่มเข้าด้วยกัน ซึ่งเรามีซัพพลายเออร์ที่นำสินค้าเข้าร่วมในระบบฝากขายในฟรายเดย์มากกว่า 1,000 ราย และรอบละ 60,000-70,000 เล่ม และ ฟรายเดย์แกรนด์ 10,000-20,000 เล่ม”

 

 

ครึ่งปีหลังรุกหนักอัดอีก 6 แคมเปญ

 

 

นายดนัยยังย้ำด้วยว่า ช่องทางที่ยังเป็นรายได้หลักของมิสทินคงมาจากการจำหน่ายสินค้าผ่านสาวมิสทิน ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนเพื่อสนับสนันและอำนวยความสะดวกให้กับสาวมิสทินมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาได้ทุ่มงบฯกว่า 500 ล้านบาทในการวางระบบโลจิสติกส์และ คลังสินค้า ระบบการสั่งซื้อสินค้าโทรศัพท์ เป็นต้น

 

สาวจำหน่ายยังเป็นหัวใจของธุรกิจขายตรงของมิสทิน”

 

นายดนัยกล่าวถึงยอดขายสินค้าผ่านสาวมิสทินด้วยว่า การเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากเดิมคาดว่าจะโตประมาณ 13% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 6,700 ล้านบาท คาดว่าเมื่อสิ้นปีตัวเลขน่าจะโตได้มากกว่า 17% ปัจจัยหลักมาจากสาวจำหน่ายที่มีมากขึ้น และยอดออร์เดอร์ต่อบิลที่สูงขึ้นประมาณ 10% ค่อนข้างสวนกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมที่ไม่ดีนัก หลักๆ เป็นผลมาจากการมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง และที่เป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปีนี้เป็นปีที่มีสาวมิสทินมาก ยอดถึง 700,000 คน เพิ่มจากปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก และการเทิร์นโอเวอร์ในปีนี้ก็ต่ำกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

 

ตรงนี้น่าจะมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนหันมาใช้ขายตรงเป็นช่องทางการสร้างรายได้อีกอย่างหนึ่ง ประกอบกับระบบที่บริษัทได้วางไว้ทั้งการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าที่มีความสะดวกมากขึ้น เช่น การใช้วิธีการโทรศัพท์เพื่อสั่งสินค้าที่บริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ซึ่งตอนนี้มีสัดส่วนถึง 90% ที่ใช้ระบบนี้ในการสั่งสินค้า จากเดิมที่เป็นระบบไปรษณีย์”

 

ปัจจัยจากเรื่องราคาน้ำมันและเศรษฐกิจมีส่วนที่ทำให้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป และสำหรับมิสทินเองนั้นพบว่ามีลูกในกลุ่มเอ-บีจำนวนหนึ่งที่หันมาซื้อสินค้าของมิสทิน และทำให้ตอนนี้มิสทินมีฐานลูกค้าที่เป็น กลุ่มสาวออฟฟิศและข้าราชการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ไป บริษัทจะมีแคมเปญใหญ่ๆ ตามออกมาอีก 6 แคมเปญ พร้อมทั้งส่งสินค้าเข้ามาเจาะตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ มิสทินยังไม่มีในตลาด

 

 

แบรนด์ใหม่ นาริส โตตามเป้า

 

 

พร้อมกันนี้ นายดนัยยังกล่าวถึงเครื่องสำอาง นาริส จากประเทศญี่ปุ่น ที่นำเข้ามาจำหน่ายผ่านสาวมิสทินว่า ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ คือ 120 ล้านบาท และปีหน้ามีแผนจะเพิ่มจำนวนเอสเคยูอีก 1 เท่าตัว จากปีนี้ที่นาริสมีจำนวนเอสเคยูประมาณ 40 เอสเคยู พร้อมกันนี้ก็จะนำระบบมีตติ้งซึ่งคล้ายๆ กับระบบขายตรงหลายชั้นเข้ามาใช้กับการทำตลาดนาริสด้วย โดยเฉพาะกับสินค้าในกลุ่มสกินแคร์

 

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมขายตรง โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดี และจากการพูดคุยกับคนในวงการก็ทราบว่า หลายๆ บริษัทมีผลการดำเนินงานที่โตขึ้น จากเดิมที่ประเมินว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวมจะเติบโตไม่มากนัก แต่ถึงเวลานี้มองว่าอุตสาหกรรมจะสามารถเติบโตเป็นเลข 2 หลักได้”

 

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 11 สิงหาคม 2551

About these ads