ไม่เป็นจนเป็นโปร 16 ปีบนสายธุรกิจรีเทล พิมพ์ผกา หวั่งหลี

กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ก่อรากสร้างฐานในประเทศไทยมายาวนาน และจัดเป็นกลุ่มหนึ่งที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจของไทย ย่อมมีตระกูลของ “หวั่งหลี ” รวมอยู่ด้วย ซึ่งแม้วิกฤติเศรษฐกิจปี 40 จะทำให้ทางกลุ่มต้องเสียธนาคารนครธน ( ขายให้ต่างชาติปัจจุบันเป็นธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.)พูนพิพัฒน์ฯ ที่ถูกทางการสั่งปิดกิจการ แต่ในฟากธุรกิจดั้งเดิม “พืชผลทางการเกษตร ” โดยสินค้าในกลุ่มที่รู้จักกันดี อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก วุ้นเส้นที่มียอดขายเป็นเบอร์ 1 (ตราต้นสน ต้นถั่วและต้นไผ่ ) แป้งมันสำปะหลัง กลับเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงตามสถานการณ์โลกปัจจุบัน

 

เช่นเดียวกับธุรกิจรีเทล “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ” ที่บริหารโดยทายาทรุ่น 5 ของตระกูล ” พิมพ์ผกา หวั่งหลี ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทรังสิตพลาซ่า จำกัด บุตรสาวคนเดียวและคนสุดท้องของนายสุกิจ หวั่งหลี (ประธานบอร์ดกลุ่มบริษัทพูลผลฯ ) ก็กำลังเติบโตโดยมีอัตราการโตของธุรกิจไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และปัจจุบันอยู่ระหว่างการรีโนเวต ศูนย์การค้าแห่งนี้ให้เป็น Natural -Metro Shopping Mall ”

 

พิมพ์ผกา เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวแห่งนี้ร่วม 16 ปี ก่อนที่ศูนย์การค้าแห่งนี้จะเปิดเมื่อปี 2535 โดยหลังจบปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา เธอเริ่มงานด้วยการเป็นวาณิชธนกิจ ให้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ( บงล.)เอกธนกิจฯ หรือฟินวัน แต่ทำได้ปีเดียว คุณพ่อก็ชวนให้มาทำงานที่นี่ หลังจากที่ทางกลุ่มมีแผนจะพัฒนาที่บริเวณรังสิต ซึ่งเป็นที่ดินของ “นางทองพูล ” คุณย่าที่ซื้อสะสมไว้นานแล้ว จึงได้ดูว่ามีใครสนใจจะมาเช่าที่ ขณะนั้นก็มีหลายกลุ่มเสนอตัว ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล, กลุ่มฟิวเจอร์พาร์ค, กลุ่มเดอะมอลล์ ก็ชวนกันมาร่วมกันมาทำในฐานะที่กลุ่มหวั่งหลี เป็นเจ้าของที่ดิน ”

 

งานแรกของเธอที่นี่ ก็คือการเซตองค์กร จากพนักงานทั้งออฟฟิศที่มีเพียง 8 คน (ก่อนจะเป็น 260 คนในปัจจุบัน ) หลังจากนั้นจึงมาดูแลฝ่ายงานขาย ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัทรังสิตพลาซ่า จำกัด ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อบริหารศูนย์การค้าแห่งนี้โดยเฉพาะ และเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬพอดี

 

ตอนนั้นที่เข้ามา เราขายได้เฉพาะโรบินสัน และก็เยาฮัน ภายหลังเยาฮันได้ขอถอนตัวออกไป ส่วนร้านค้าเรายังขายพื้นที่ได้น้อยมาก ๆ เรียกว่าไม่ถึง 10% ของพื้นที่ที่มี 240,000 ตารางเมตร แต่ก็ได้เรียนรู้จากร้านค้า และค่อย ๆพัฒนา จนสำเร็จเป็นศูนย์การค้าอย่างที่เห็น ” ในปี 2543 เธอจึงได้เลื่อนขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการ แทนที่คนเก่าที่ลาออกไป

 

และนับเป็นความท้าทาย เพราะไม่เพียงเป็นธุรกิจที่เธอและกลุ่มหวั่งหลีไม่เคยประสบการณ์มาก่อน หากแต่พื้นที่ย่านรังสิตขณะนั้นก็ยังห่างไกลความเจริญ จึงต้องมานับหนึ่งสร้างความเจริญให้กับชุมชน โดยมีจุดเริ่มที่ตลาดรังสิตก่อน ส่วนหนึ่งก็โดยการบริจาคที่ให้กับการสร้างโรงพยาบาล สถานีตำรวจ ถนนหนทาง ฯลฯ จนเมื่อให้หลัง10 ปี ชุมชนเมืองเกิดขึ้น โครงการศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตจึงถือกำเนิดตาม

 

พิมพ์ผกา เล่าต่อว่า ช่วงแรกลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสาวโรงงาน คนในแถบปริมณฑล เพราะพื้นที่ยังห่างไกลความเจริญ หมู่บ้านแถบรังสิต ลำลูกกา ปทุมธานี ก็ขึ้นกันน้อย ลูกค้าต่อวันที่เข้ามาทางศูนย์ จึงมีเพียง 50,000 คน เทียบกับวันนี้ที่มีถึง 130,000 คนต่อวัน และมียอดใช้จ่ายต่อคนต่อวันในปัจจุบัน 2,000 บาท เพิ่มจากปี 2549 ที่มีประมาณ 1,700 บาท หรือมียอดขายต่อปีในระดับพันกว่าล้านบาท

 

อีกหนึ่งในความท้าทาย ก็คือวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ” การลอยค่าเงินบาท “ที่ทำให้บริษัทมีหนี้สินจากเงินกู้ต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นเท่าตัว 2,000 ล้านบาท และต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างหนี้นานถึง 10 ปี จนมาเคลียร์หนี้ได้ทั้งหมด หลังการออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ฟิวเจอร์พาร์ค จากการขายสิทธิ์การเช่าให้กับกองทุนดังกล่าวเมื่อช่วงปลายปี 2549

 

บทเรียนในครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าเราต้องรู้จริงและศึกษาในสิ่งที่จะทำให้ชัดเจน เพราะแม้จะรู้มาก่อนว่า เงินลดค่าได้ และปรึกษาผู้ใหญ่มาหลายท่านก็ตาม แต่เราก็อาจรู้ไม่มาก จนทำให้ต้องเซไปหลายปีเหมือนกัน “และกลายเป็นแกนหลักในการทำงานของเธอในวันนี้ ที่ยังมีองค์ประกอบด้วยกุญแจสำคัญ อาทิในเรื่องของความเข้าใจ-การเข้าถึงลูกค้า , การเป็นคนรักษาคำพูด เพื่อสร้างความเชื่อถือ

 

อันนี้เป็นหลักการของคุณพ่อ ที่สอนให้รู้จักการเอาใจเขา (ลูกค้า) มาใส่ใจเรา และให้คิดให้ดี ก่อนพูดทำและอย่าเล่นการเมือง-การพนัน ซึ่งเป็น 2 สิ่งที่ตระกูลหวั่งหลีไม่เอาเลย ” และสุดท้ายเธอบอกว่า งานจะสำเร็จด้วยดี ยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพนักงาน

 

ปัจจุบันเรามีพนักงาน 260 คน และที่น่ายินดีก็คือพนักงานเกือบครึ่ง ประมาณ 120 คน เป็นคนเก่าแก่ ที่ทำงานร่วมกันมามากกว่า 10 ปี ตั้งแต่ศูนย์การค้าเปิด ทั้งนี้ก็มาจากการใส่ใจกับคำว่า “ลูกน้อง ” ทั้งการเปิดกว้างให้แสดงความคิดเห็น การให้ความจริงจังและเอื้ออาทร เป็นหลักการง่าย ๆของคนที่จะทำงานร่วมกัน จะต้องสื่อสารให้มองในทิศทาง-เป้าหมายเดียวกัน และที่ต้องถือเป็นครู เพราะสอนให้รู้ การทำธุรกิจได้จริง ๆ ก็คือกลุ่มร้านค้า ทำให้เราเรียนรู้ และทำจากที่ไม่เป็นจนเป็น ”

 

เธอยังมองว่า การบริหารช็อปปิ้งมอลล์ , ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ว่าเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์คน ซึ่งอาจเป็นความถนัดของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งหน้า แต่งตัว ช็อปซื้อสินค้าต่าง ๆ ผู้บริหารในแวดวงธุรกิจ จึงเป็นหญิงกันมากกว่าชาย เพราะซึมซับและเรียนรู้ได้เร็วกว่า เธอเองก่อนมาทำ ก็ชอบช็อป ชอบเที่ยว ดังนั้น แม้จะเป็นงานที่ยากผ่านอุปสรรค แต่ก็มองเป็นความท้าทาย และพยายามหาเรื่องให้สนุกกับงานที่ทำ

 

ปัจจุบันศูนย์การค้าแห่งนี้ อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อให้เข้าคอนเซ็ปต์ของการเป็นศูนย์การค้าที่ให้ความเป็นธรรมชาติและมีความทันสมัยในตัว จัดเป็นศูนย์การค้าแห่งแรก ๆที่ให้ความสำคัญ และปลุกกระแส ให้เรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ด้วยการทุ่มงบกับการรีโนเวตครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

 

และสำหรับแผนในอนาคต พิมพ์ผกา กล่าวว่า พื้นที่บริเวณศูนย์การค้าแห่งนี้ ได้ถูกวางโพสิชันนิ่งให้เป็น ” ฟิวเจอร์ ซิตี้ และรีเทลฮับ” เป็นสี่แยกยุทธศาสตร์ธุรกิจของกรุงเทพฯตอนเหนือ ที่คาดว่าจะดึงลูกค้า ทั้งที่มาจากต่างจังหวัด ,ปริมณฑล หรือลูกค้าจากตัวเมืองที่จะหลั่งไหล เข้ามาจับจ่ายใช้สอย หลังจากพื้นที่แห่งนี้ถูกเนรมิต เป็นอาณาจักรธุรกิจ ที่จะประกอบด้วยตัวโรงแรม, คอนเวนชันฮอลล์ (ศูนย์ประชุมและจัดงานนานาชาติ ) โรงพยาบาล ,โครงการเรสซิเด้นท์, และออฟฟิศบิลดิ้งให้เช่า ตลอดจนร้านค้า

 

เธอไม่เปิดเผยว่าทางกลุ่มตระกูลหวั่งหลียังมีพื้นที่ให้นำมาพัฒนาต่อได้เท่าไร แต่คาดว่าในจำนวนนี้จะมีไม่น้อยกว่า 400 ไร่ จากเนื้อที่ทั้งหมด 660 ไร่

 

เรียกว่า งานท้าทายที่ว่าในวันนี้ ยังเป็นแค่เศษเสี้ยว ชีวิตยังมีให้เล่นโลดโผนอีกหลายขุม.

 

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 12 พฤษภาคม 2551

Leave a Reply