สตาร์บัคส์เข็นเครื่องดื่มใหม่ พลิกเกมสู้เศรษฐกิจตกสะเก็ด
แม้ปัจจัยแวดล้อมในตลาดจะมีแนวโน้มซึมเซาและนับวันผู้บริโภคยิ่งจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองเงื่อนไขที่จำกัด ย่อมพิสูจน์ความสามารถของผู้นำในองค์กรธุรกิจและการอยู่รอดของกิจการได้ดี
โดยล่าสุด โฮเวิร์ด ชูลท์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สตาร์บัคส์ ระบุว่า ในฤดูร้อนนี้สตาร์บัคส์จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการเพื่อกระตุ้นรายได้ให้กับบริษัทในยุคเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว และเป็นคำประกาศที่เผยออกมาในวันที่สตาร์บัคส์ เปิดเผยกำไรไตรมาสที่ 2 ซึ่งปรากฏว่า ลดลงถึง 28% เนื่องจากผู้บริโภคในสหรัฐลดการใช้จ่ายจากสาเหตุราคาสินค้าอาหารและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติโลกครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
ชูลท์ระบุว่า สินค้าตัวใหม่จะประกอบด้วย น้ำผลไม้ปั่นเพื่อสุขภาพ กาแฟเย็นสไตล์อิตาลี ที่ให้พลังงานต่ำและราคาถูกกว่ากาแฟปั่น “แฟรปปูชิโน” ที่มีอยู่แล้ว และรายการที่ 3 คือ เครื่องดื่มชูกำลังแบบกระป๋อง ซึ่งจะเข้ามาเสริมกับกาแฟ กระป๋อง “สตาร์บัคส์ ดับเบิลชอต” ที่วางจำหน่ายอยู่แล้วในร้านกาแฟสตาร์บัคส์
สำนักงานใหญ่สตาร์บัคส์ในซีแอตเติล ระบุด้วยว่า สินค้าชุดใหม่นี้จะเริ่มต้นวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐอเมริกาก่อน อีกทั้งยังเป็นการนำร่องธุรกิจของบริษัทในสินค้าประเภทเครื่องดื่มและอาหารเพื่อสุขภาพ
ร็อบ เกรดี้ รองประธาน สตาร์บัคส์ กล่าวกับเดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล ว่า เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าบริษัทเราเชื่อในการเป็นผู้นำที่แตกต่าง และเครื่องดื่มจากสตาร์บัคส์จะไม่ใช่สิ่งที่คุณหาได้ตามร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไปอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ น้ำผลไม้ที่มีวางจำหน่ายในร้านสตาร์บัคส์ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า คือกล้วยปั่นช็อกโกแลต และมะม่วงผสมส้มปั่น
ขณะเดียวกัน ในรายงานข่าวยังระบุ ด้วยว่า กาแฟปั่นสไตล์อิตาลี สินค้าตัวใหม่ของสตาร์บัคส์ จะถูกวางจำหน่ายในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมถึงในแคลิฟอร์เนียด้วย ส่วนการวางกลยุทธ์ด้านราคาให้ถูกกว่าแฟรปปูชิโนนั้น ก็มาจากต้องการจับตลาดผู้บริโภคที่ลดค่าใช้จ่ายจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐ โดยเฉพาะในเขตที่พบว่ามีลูกค้าบางตาลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตสินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัย เช่น ในฟลอริดา และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นเขตที่มีการล่มสลายของกิจการอสังหาริมทรัพย์หนักที่สุดในสหรัฐ
สถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐ ไม่เพียงทำให้กำไรของสตาร์บัคส์ลดลงเท่านั้น แต่กิจการค้าปลีกและร้านอาหารอีกหลายแห่งในประเทศก็ได้รับผลกระทบต่อเนื่องกันไปด้วย
“ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับรายได้ของสตาร์บัคส์ ไม่ได้มาจากการมีคู่แข่งขายกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างบริษัทแมคโดนัลด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดรายจ่ายของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจขาลงด้วย” ชูลท์กล่าวในรายงานข่าวของเอพีไว้เช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้สตาร์บัคส์ได้ปรับนโยบายการขยายร้านกาแฟ เพื่อรับกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ โดยชะลอการเปิดร้านใหม่ 30 แห่งในปีนี้ และจะเปิดร้านสาขาใหม่ไม่เกิน 400 แห่งต่อปีในระหว่างปี 2552-2554 แม้ว่าตลาดต่างประเทศจะมีการเติบโตรวดเร็วมาก แต่จำนวนการเปิดร้านสาขาเพิ่มในปีนี้ก็จะลดลงมาอยู่ที่ 975 แห่ง จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1,300 แห่ง ภายในปี 2554 เพื่อให้ตรงกับที่บริษัทตั้งใจว่าจะเปิดร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ให้ได้ครบ 21,500 แห่งในทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2554
นอกจากการวางแผนเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ 3 รายการแล้ว ซีอีโอสตาร์บัคส์ยังเปิดเผยด้วยว่า ภายในฤดูหนาวของปีนี้จะทำรายการอาหารเพื่อสุขภาพชุดใหม่เพื่อรับช่วงเทศกาลวันหยุดและต่อเนื่องไปถึงปี 2552 อีกด้วย
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 6 พฤษภาคม 2551