Posted by: doopa on: กุมภาพันธ์ 18, 2008
เมเจอร์กรุ้ป กินรวบ ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ – เอ็ม พิคเจอร์ หวังสร้างความแข็งแกร่งต่อยอดธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ เตรียมเดินหน้ารีแบรนดิ้งสู่ ” Lifestlye Media” ปลุกกระแสหนังไทย จับ 3 ผู้กำกับใหม่ – เก่า เดอะงัด – ต้อม ยุทธเลิศ -บอยด์ โกสิยพงษ์ ผลิตหนังป้อนตลาดปีนี้ พร้อมขยายช่องทางเล็งช่องทางใหม่ เคเบิลทีวี – ทีวีออนโมบาย “วิชา” เผยให้สิทธิ์การบริหารงานอย่างเต็มที่ ดันสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ยึดหัวหาดผู้บริหารใหญ่เต็มตัว ภาพการจับมือทางธุรกิจของเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ และ ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ ถือเป็นโมเดลทางธุรกิจที่ดูจะเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันที่ธุรกิจต่างๆมีการจับมือสร้างพันธมิตรใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับค่ายเมเจอร์ ดูจะเป็นนโยบายในการดำเนินงานหลัก เพราะอดีตที่ผ่านมาเมเจอร์ไล่จับมือกับพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ที่วิชามองว่าสามารถประสานต่อยอดไปกับธุรกิจโรงภาพยนตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับสยามฟิวเจอร์ ผู้นำคอนเซปต์คอมมูนิตี้มอลล์รูปแบบไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ในเมืองไทย , ธุรกิจออกกำลังกายฟิตเนสเซ็นเตอร์อันดับ 1 ของโลก คาว้าวหรือที่เราคุ้นชื่อ แคลิฟอร์เนียว้าว เอ็กซ์พีเรียนซ์ ,ธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดหมายเลข 1 แมคโดนัลด์ รวมไปถึงธุรกิจบริการตัวแทนจำหน่ายบัตรรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ซึ่งการจับมือกับพันธมิตรทั้งหมดที่กล่าวมา ฉายภาพของการดำเนินธุรกิจที่เดินหน้าอย่างเป็นทีม ทุกส่วนล้วนมีความแข็งแกร่งในตัวเอง และยังสามารถผลิดอกออกผลไปมากขึ้นอีกจากการซินเนอยี่ เอื้อประโยชน์ในเชิงธุรกิจระหว่างกัน และตัวองค์กรแม่ เมเจอร์กรุ๊ปเป็นอย่างดี แต่การจับมือกับทราฟฟิก คอร์นเนอร์ในครั้งนี้ของเมเจอร์ เป็นดิวทางธุรกิจที่แตกต่างออกไป จากที่เคยหาพันธมิตรที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับเมเจอร์อยู่ในรัศมีรอบข้าง ครั้งนี้วิชาหันกลับมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก คือภาพยนตร์โดยตรง ตระกูลพูนวรลักษณ์หลายรุ่น คลุกคลีอยู่กับธุรกิจภาพยนตร์ในเมืองไทย สร้างความสำเร็จในหลากหลายช่องทาง ช่วงเวลานี้ที่คนในตระกูลมีความสำเร็จที่เสริมความยิ่งใหญ่ให้กับธุรกิจสูงที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา การเดินกลับมาสู่ต้นน้ำของธุรกิจภาพยนตร์ เข้าสู่สายงานด้านการผลิต น่าจะส่งสัญญาณไปในทิศทางที่ดีทั้งต่อธุรกิจของกลุ่มเมเจอร์เองในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรครบถ้วนเบ็ดเสร็จ และยังเป็นผลดีต่อธุรกิจภาพยนตร์โดยรวมที่จะมีผู้ลงทุนรายใหญ่โดดลงสนามมายกระดับผลงานให้สูงขึ้นได้ ปัจจุบันเมเจอร์กรุ้ปเข้าไปถือหุ้นของบริษัท ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ 40.81 % ซึ่งมีธุรกิจหลากหลาย ทั้งการเป็นการดูแลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลจากต่างประเทศหลายรายการ ได้แก่ ฟุตบอลเอฟ.เอ.คัพ อังกฤษ ฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน และฟุตบอลกัลโซ ซีรีย์อาร์อิตาลี โดยรายได้หลักของธุรกิจดังกล่าวมาจากค่าโฆษณา นอกจากนั้นแล้วยังมีธุรกิจการบริหารการตลาด และสื่อในเครืออีกมากมาย และส่วนสุดท้ายคือธุรกิจภาพยนตร์ ซึ่งมีการบริหารงานผ่านบริษัทเอ็ม พิคเจอร์ ที่เป็นนำเข้า และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ลิขสิทธิจากต่างประเทศเข้ามาฉายในประเทศไทย โดยการเข้ามาบริหารงานในเอ็ม พิคเจอร์ นั้น ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ถือครองหุ้นในสัดส่วน 99.99 % โดยกลุ่มธุรกิจสุดท้ายนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมเต็มอีกช่องว่างหนึ่งของค่ายเมเจอร์ ที่สถานะแต่ก่อนเป็นเพียงผู้ให้เช่าฉายภาพยนตร์ สร้างรายได้จากค่าโฆษณา แต่เมื่อเชื้อเชิญให้ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ ที่มีบริษัทลูกอย่างเอ็ม พิคเจอร์ เข้ามาร่วมธุรกิจก็ทำให้การขยายช่องทางสร้างรายได้ และสามารถสร้างลูกเล่นทางการตลาดในการต่อยอดรายได้ให้มีมากขึ้นกว่าเดิม วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริษัท เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเพิ่มพันธมิตรในครั้งนี้จะส่งผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเติบโต รวมไปถึงสร้างสร้างความแข็งแกร่งให้กับเมเจอร์กรุ้ป และ ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ เพราะธุรกิจของเมเจอร์ฯนั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของสาขาการให้บริการที่ครอบคลุมกว่า 38 แห่งทั่วประเทศ และการมีแบรนด์ที่หลากหลายอาทิ เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ ,อีจีวี,พารากอน ซีเนเพล็กซ์ และ เอสพลานาด ซึ่งทั้งหมดสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม ในขณะที่ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ มีจุดเด่นในด้านธุรกิจในเครือที่หลากหลายทั้งในส่วนของ ธุรกิจสื่อ การบริหารการตลาด กีฬา และภาพยนตร์ ซึ่งเมื่อมาร่วมมือกันจะส่งผลให้ธุรกิจมีการซินเนอยีกัน และเกิดความลงตัว ยกตัวอย่างเช่นการโฆษณาประชาสัมพันธ์เมเจอร์ให้รู้จักในวงกว้างสามารถใช้สื่อของทราฟฟิก คอร์นเนอร์ในการโปรโมทได้ และถือเป็นการลดต้นทุนอย่างหนึ่ง ทราฟฟิกกางแผนเตรียมการรีแบรนดิ้ง แม้จะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทใหม่ถึง 40.81 % แต่เมเจอร์กรุ้ปยังคงมอบหมายงานการบริหารให้กับทราฟฟิก คอร์นเนอร์ เนื่องจากภารกิจดังกล่าว วิชา มองว่า ทราฟฟิก คอร์นเนอร์ มีความเชียวชาญและชำนาญอยู่แล้ว ซึ่งงานนี้เก้าอี้ของผู้บริหารก็เป็นของ สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ที่เป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท ทราฟฟิก คอนเนอร์โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นั่นเอง สุรพงษ์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องที่ได้มีการวางแผนภายหลังจากที่มีการจับมือกับเมเจอร์กรุ้ป คือ การรีแบรนดิ้งบริษัทใหม่ จากเดิมที่ภาพของทราฟฟิก คอร์นเนอร์เป็นธุรกิจกีฬา จะเพิ่มให้มีความหลากหลายทางธุรกิจมากขึ้น โดยวางโพสิชั่นให้เป็น Lifestlye Media และจะมีการนำคอนเท้นต์ต่างๆที่บริษัทมีอยู่มาทำการตลาดมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังมีแผนการสร้างภาพยนตร์ โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้กำกับอิสระหน้าใหม่ – เก่า ได้มีโอกาสทำภาพยนตร์เข้ามาป้อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นโยบายเชิงรุกในการสร้างภาพยนตร์ของทราฟฟิกถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทำขึ้นมา จากเดิมที่มุ่งนำเข้าและจัดจำหน่ายเฉพาะภาพยนตร์จากต่างประเทศ ซึ่งทราฟฟิก คอร์นเนอร์มองว่า การเปิดโอกาสโอกาสในครั้งนี้มาจากแนวโน้มของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศที่มีโอกาสเติบโตสูง “มูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์บ้านเรามีกว่า 4 พันล้าน และในอนาคตยังมีแนวโน้มเติบโตสูง แต่ภาพยนตร์ที่เป็นของคนไทยนั้น ปัจจุบันมีเพียง 50 เรื่องต่อปี ซึ่งเป็นสัดส่วนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมาที่มีกว่า 100 เรื่องต่อปี ทำให้ตลาดตรงนี้ยังมีช่องว่าง และทางเอ็ม พิคเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของทราฟฟิก คอร์นเนอร์มีนโยบายที่จะยกระดับมาตรฐานภาพยนตร์ไทยและต้องการขยายฐานให้สูงขึ้น จึงเปิดโอกาสให้ผู้กำกับหน้าใหม่และอิสระได้เข้ามาสร้างหนัง ตรงจุดนี้น่าจะส่งผลให้อนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเกิดการขยายตัวและเกิดการตื่นตัว” สุรพงษ์ กล่าว โดยเบื้องต้นมีผู้กำกับทั้งใหม่และเก่าตบเท้าเข้าร่วมโครงการดังกล่าว 3 ราย ได้แก่ สุพล วิเชียรฉาย ยุทธเลิศ สิปปภาค และ นักแต่งเพลง บอยด์ โกสิยพงษ์ ซึ่งการลงทุนสร้างภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องจะอยู่ที่ 20 – 30 ล้านบาท แต่ทั้ง 3 เรื่องจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท และภายในปีนี้จะสามารถเข้าฉายได้ ซึ่งการเข้ารุกธุรกิจภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างประเทศอย่างจริงจังจะส่งผลให้สัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจภาพยนตร์เป็น 50 % รุกสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดคอนเทนต์ นอกเหนือจากการรีแบรนดิ้งบริษัท ภาพของบิสสิเนสโมเดลใหม่ที่มีการจับมือกัน จะส่งผลให้ทั้ง 2 บริษัทสามารถต่อยอดธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นน้ำยังปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนให้มีการผลิตภาพยนตร์ เปิดโอกาสใหม่ๆให้กับผู้ที่ไม่มีงบประมาณในการสร้างและไม่มีช่องทางในการเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้ก็สามารถเข้ามาแสดงผลงานให้เห็นได้ ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวจะส่งผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโต ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อภาพยนตร์ถูกผลิตหรือนำเข้ามาฉาย ยังมีการต่อยอดทางธุรกิจด้วยการนำมาจัดจำหน่ายผ่าน วีซีดี ดีวีดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้วในอนาคตยังมีการวางแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ,เคเบิ้ลทีวี,ทีวีออนโมบาย และ คอนเท้นต์ดาว์นโหลดบนมือถือ “เราอยากสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่เรามี ผ่านทางคอมมิวนิตี้ ที่สามารถกระจายภาพยนตร์หรือสินค้าของเราออกไปในวงกว้างมากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบขอฟรีทีวี หรือ เคเบิ้ลทีวี แต่น้ำหนักน่าจะมาลงที่อย่างหลังเพราะอิสระและมีเวลาไม่จำกัดเหมือนเช่นฟรีทีวี ประกอบกับความนิยมของผู้บริโภคที่ต้องการดูภาพยนตร์ที่เป็นช่องภาพยนตร์ลิขสิทธิโดยตรงก็มีมาก ทำให้มองว่าตลาดตรงนี้มีความน่าสนใจมาก ขณะที่การดูทีวีหรือภาพยนตร์บนมือถือก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ คาดว่าในอนาคตจะมีการวางแผนอย่างจริงจังอีกที”สุรพงษ์ กล่าว อาจกล่าวได้ว่าบิสสิเนสโมเดลใหม่ของเมเจอร์กรุ้ปกับทราฟฟิก คอร์นเนอร์ในครั้งนี้ บทสรุปสุดท้ายน่าจะจบลงตรงที่วิน วิน เพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่ที่สำคัญวงการภาพยนตร์ไทยคงยินดีปรีดา หากวิชา พูนวรลักษณ์ ที่ประสบความสำเร็จจากคอนเทนต์ภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดมานานหลายปี จะหันมาให้ความสนใจกับคอนเทนต์ภาพยนตร์ไทยอย่างจริงจังบ้าง กลับสู่วิถีของพูนวรลักษณ์อีกครั้ง ที่มา ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 กุมภาพันธ์ 2551
ออกไอเดียว่า